fbpx
Review Movie

Up in the Air : บาดแผลที่หลงเหลือจากวิกฤตเศรษฐกิจ

May 3, 2019 2 min read
kunanon

author:

Up in the Air : บาดแผลที่หลงเหลือจากวิกฤตเศรษฐกิจ

Reading Time: 2 minutes

หากสิ่งที่กำลังจะเขียนต่อไปนี้ สามารถเติมแต่งด้วยรสนิยมส่วนตัวได้ มันก็คงจะเริ่มต้นด้วยหมัดฮุคที่ว่า “Up in the Air คือหนังที่ตัวเองชอบมากที่สุด” แต่ถึงจะไม่เอาประสบการณ์ส่วนตัวมาเป็นที่ตั้งเลย ก็ยังคงพูดได้อยู่ดีว่าหนังเรื่องนี้คู่ควรแก่การรับชมสักครั้งในชีวิต

Up in the Air ดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของ วอลเตอร์ เคิร์น ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2001 พูดถึง ไรอัน บิงแฮม หนุ่มใหญ่ผู้เลือกใช้ชีวิตตัวคนเดียว ปราศจากพันธะผูกมัดใด ๆ (แม้แต่คนในครอบครัว) เนื่องด้วยตำแหน่ง “นักประนีประนอม” ทำให้เขาต้องเดินทางไปทั่วอเมริกา ปีละไม่ต่ำกว่า 300 วัน เพื่อเลย์ออฟพนักงานบริษัทแขนงต่าง ๆ ตามความต้องการของบริษัทต้นทาง กิจวัตรของเขาดำเนินไปเช่นเดิมทุกวัน จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่ไฟแรงโผล่เข้ามาในชีวิต

เจสัน ไรท์แมน เริ่มเขียนบทหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2002 อันเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู และวางแผนเตรียมจะสร้างเป็นหนังเรื่องแรกของตัวเอง แต่ไป ๆ มา ๆ ผู้กำกับหนุ่มกลับเลือกไปทำ Thank You for Smoking แทน แล้วปล่อยโปรเจคนี้ร้างยาวมาจนถึงปี 2008 – 2009 ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจาก “วิกฤตซับไพรม์” พอดิบพอดี

สิ่งน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ คือการถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่แน่นอนของพลเมืองอเมริกัน นำเสนอความโหดร้ายและผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจที่พรากเอาหลายสิ่งหลายอย่างไป ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ความมั่นคง โอกาส หรือแม้แต่ศรัทธาต่อตัวเอง ช่วงเวลาหดหู่ที่สุดเกิดขึ้น เมื่อหนังตัดภาพไปยังเมืองดีทรอยต์ ที่ปัจจุบันกลายสภาพมาเป็นเมืองล้มละลาย แม้ในอดีตจะเคยรุ่งโรจน์ด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ตอนนี้มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นเมืองร้างที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าทรุดโทรม ราวกับแผลเป็นที่ทิ้งร่องรอยให้จดจำว่าครั้งหนึ่งประเทศของพวกเขาเคยประสบกับวิกฤตที่รุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ

นอกจากนี้หนังยังสอดแทรกประเด็นครอบครัวได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้เรื่องผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจ

“มีอะไรอยู่ในกระเป๋าเป้ของคุณ?” คือชื่อทฤษฎีที่ ไรอัน บิงแฮม ยึดถือมาโดยตลอด มันเป็นการตั้งข้อสมมติว่าชีวิตของเรานั้นต้องแบกรับภาระมากมายแค่ไหนในแต่ละวัน เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ไม่สลักสำคัญ ไปจนถึงของชิ้นใหญ่อย่างบ้าน คนรัก และครอบครัว ซึ่งหากเราสามารถสลัดบางสิ่งออกไปบ้าง ก็น่าจะทำให้ชีวิตดำเนินไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น

แต่แม้จะเคยแน่วแน่กับแนวทางนี้มากแค่ไหน ถึงจุดหนึ่งไรอันก็เริ่มตระหนักแล้วว่าจะมีประโยชน์อะไร หากเขาบรรลุเป้าหมาย (ชีวิตบินเดี่ยว) ที่ตั้งไว้จนหมดสิ้น ยังจะหาเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม หรือควรหยุดแล้วดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่ได้รักใครบ้าง

ท้ายที่สุดหนังได้มอบความหวังครั้งใหม่ให้แก่ผู้ชม ส่งต่อกำลังใจในการฝ่าฟันปัญหา แม้ยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แม้ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะไม่หวนกลับมาอีก แต่ตราบใดที่เรามีสติ ศรัทธา และความรักที่มอบให้ใครสักคน สิ่งเหล่านี้แหละที่เปรียบเสมือนโล่กำบัง ปกป้องเราให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้เสมอ

“เมื่อผมตื่นนอนในตอนเช้าแล้วมองไปเห็นหน้าภรรยา นั่นแหละที่ทำให้ชีวิตผมมีความหมาย”

“มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เงินทำให้คุณอบอุ่นได้ มันจ่ายค่าเครื่องทำความร้อนได้ มันซื้อผ้าห่มให้คุณได้ แต่มันไม่อบอุ่นเหมือนเวลาที่สามีกอดฉัน”


ⓘ Random Facts

เจสัน ไรท์แมน ให้สัมภาษณ์ว่าหาก จอร์จ คลูนีย์ ปฏิเสธที่จะรับบท ไรอัน บิงแฮม เขาจะแก้ไขบทใหม่สำหรับเสนอให้นักแสดงคนอื่น (ไม่ใช้บทเดียวกัน) ผู้กำกับรายนี้ถึงกับเคลมว่า Up in the Air ถูกสร้างมาเพื่อ จอร์จ คลูนีย์ เฉกเช่น Lost in Translation ที่สร้างมาเพื่อ บิล เมอร์เรย์

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *