fbpx
Movie Review

Synecdoche, New York : เราสูญเสียวันเวลาไปกับการนึกถึงอดีต และเฝ้าฝันถึงอนาคต

May 2, 2020 2 min read
kunanon

author:

Synecdoche, New York : เราสูญเสียวันเวลาไปกับการนึกถึงอดีต และเฝ้าฝันถึงอนาคต

Reading Time: 2 minutes

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไล่ดูหนังของ ‘ชาร์ลี คอฟแมน’ เท่าที่พอจะหามาดูได้ แล้วปรากฏว่าชอบเรื่องนี้ที่สุด (ชอบยิ่งกว่า Eternal Sunshine of the Spotless Mind ซะอีก) ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นผลงานที่ถ่ายทอดความคิด ความหมกมุ่น รวมทั้งสไตล์ของเขาได้ชัดเจนกว่าเรื่องอื่น ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่ามันต้องเป็นหนังที่ซับซ้อนและดูยากกว่าเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

หนังเล่าถึง ‘เคเด้น โคทาร์ด’ ชายวัยกลางคนผู้หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เขาคือนักเขียนบทละครที่ล้มเหลวในชีวิตคู่ ถูกภรรยาตีตัวออกห่างและหอบลูกหนีไปอยู่อื่น ภายหลังความสัมพันธ์ดังกล่าวได้สร้างปมในใจบางอย่างขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้นร่างกายของเคเด้นยังทรุดโทรมจากสารพัดโรคที่เขาเผชิญ ทั้งถ่ายเป็นเลือด ผิวหนังอักเสบ เมื่อร่างกายย่ำแย่แถมจิตใจยังห่อเหี่ยว ก็ส่งผลให้เจ้าตัวเริ่มหมกมุ่นเกี่ยวกับความตาย และคิดหาหนทางให้ผู้คนจดจำเขาไปตลอด ทั้งนี้หลังจากได้รับทุนแม็คอาร์เธอร์ เคเด้นจึงวางแผนใช้เงินก้อนนั้นเนรมิตละครเวทีไซส์ยักษ์ จำลองเมืองขึ้นมาโดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง เขาพยายามค้นหาความหมายชีวิตผ่านละครเรื่องนี้ แต่ยิ่งนานวันเข้าเขาก็ยังไม่เจอมันซะที ที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือเมื่อละครกับชีวิตจริง (ที่ควรจะดำเนินคู่ขนานกัน) ดันมาบรรจบกัน ก็ทำให้เรื่องราวซับซ้อนมากขึ้นไปอีก

Synecdoche, New York คือผลงานการกำกับเรื่องแรกของ ชาร์ลี คอฟแมน หลังจากที่เขาสร้างชื่อในฐานะคนเขียนบทมานานกว่า 2 ทศวรรษ (พ่วงด้วยการเข้าชิงออสการ์มาแล้ว 3 ครั้ง) ซึ่งหลังจากที่ดูมาเกือบทั้งหมดก็คงพูดได้เต็มปากว่ามันค่อนข้าง ‘หนักมือ’ และ ‘เป็นส่วนตัว’ กว่าผลงานเรื่องอื่น ๆ พอสมควรเลย หนังชวนให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของการมีชีวิต ไปพร้อม ๆ กับการสำรวจตัวตนเคเด้น โดยขณะที่ดูก็คิดไปด้วยว่าเราเป็นคนแบบไหน ระหว่างยุ่งอยู่กับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เพื่อให้ตัวเองลืมว่าจุดหมายปลายทางของมนุษย์ทุกคนคือความตาย หรือหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เฝ้าคิดหาวิธีที่จะเจอคำตอบ ย้ำเตือนอยู่ตลอดว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามา ซึ่งคนส่วนมากเป็นแบบแรก ในขณะที่ตัวเคเด้นเป็นแบบหลัง

เขาสร้างโลกขึ้นมาอีกใบเพื่อทำความเข้าใจสัจธรรมที่ว่านี้ โลกที่มีนักแสดงคอยรับบทต่าง ๆ โลกที่ทุกอย่างหมุนรอบตัวเขา วันเวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน เคเด้นไม่ได้คำนึงเลยว่าในขณะที่ตนพยายามคิดหาคำตอบอยู่นั้น เขาได้พลาดอะไรไปบ้าง เพราะมัวแต่เสียใจกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และกังวลกับความตายที่ยังมาไม่ถึง นอกจากนี้ยังคิดแค่ว่าตัวเองคือ ‘ตัวละครเอก’ เพียงหนึ่งเดียว โดยหลงลืมไปว่ามนุษย์ทุกคนต่างก็มีเรื่องราวของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น อย่างไรก็ดี เมื่อเคเด้นแก่ตัวลง เขาได้เข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง นั่นคือเราควรดื่มด่ำกับช่วงเวลาในปัจจุบัน มากกว่าเฝ้ารอจุดจบที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่

“เคเด้น โคทาร์ด คือคนที่ตายไปแล้ว เขาใช้ชีวิตอยู่ตรงกลางระหว่างโลกที่ชะงักงัน และโลกที่เปลี่ยนแปลง เหมือนเวลาหยุดนิ่งไป สับสนเรื่องการลำดับ จนกระทั่งเร็ว ๆ นี้ เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้สถาการณ์มีเหตุผล แต่ตอนนี้เขากลายเป็นหินไปแล้ว”

ฉากที่ชอบที่สุดคือตอนจำลองงานศพช่วงท้ายเรื่อง ในฉากนั้นเมื่อทำพิธีฝังศพเสร็จแล้ว บาทหลวงได้เทศน์เตือนใจแก่ผู้ที่มาร่วมงาน ให้พวกเขาใช้ชีวิตโดยตระหนักถึงปัจจุบันให้มากที่สุด ไม่จมอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และไม่คาดหวังกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ถือเป็นคำสอนที่ค่อนข้างคมคายทีเดียว นอกจากนี้ เมื่อมาขยายทีละประโยคก็จะพบว่ามันคือ ‘คีย์เวิร์ดสำคัญ’ ของหนังเรื่องนี้อีกด้วย

ท้ายที่สุดต้องชื่นชมการแสดงของ ‘ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน’ เขาสามารถสวมบทบาทเป็นคนอมทุกข์ที่ติดอยู่ในวังวน เฝ้ารอการหลุดพ้น ได้อย่างไร้ที่ติ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงคุณภาพอีกคนของวงการเลย น่าเสียดายจริง ๆ ที่มาด่วนจากไปก่อนวัยอันควร อย่างไรก็ดี กว่า 20 ปีที่เจ้าตัวโลดแล่นอยู่ในวงการ เขาได้ฝากผลงานที่น่าจดจำไว้หลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งก็แน่นอนว่า Synecdoche, New York คือหนึ่งในผลงานเหล่านั้น

“ทุกสิ่งยุ่งยากและซับซ้อนกว่าที่คุณคิด คุณเห็นเพียงข้อที่ 10 จากความเป็นจริงทั้งหมด มีเชือกเส้นเล็ก ๆ เป็นล้านเส้นคอยเชื่อมต่อทุกการตัดสินใจของคุณ คุณอาจทำลายชีวิตทุกครั้งที่คุณเลือก แต่คุณอาจยังไม่รู้ตัวไปอีก 20 ปี คุณอาจไม่รู้ถึงที่มาของมัน และคุณก็มีโอกาสเลือกได้แค่ครั้งเดียว ลองนึกถึงการหย่าร้างของคุณสิ พวกเขามักบอกว่าไม่มีพรหมลิขิต แต่มันมีจริง มันคือสิ่งที่คุณสร้างขึ้นเอง”

“ถึงแม้ว่าโลกจะอยู่ต่อไปอีกไม่รู้กี่ล้านปี แต่คุณก็อยู่ที่นี่เพียงแค่เศษเสี้ยวของเศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น เวลาส่วนใหญ่ของคุณหมดไปกับสิ่งที่ตายไปแล้วหรือยังไม่เกิด แต่ขณะที่ยังอยู่คุณกลับรออย่างไร้ค่า หลายปีหมดไปกับการคุยโทรศัพท์ หรือเขียนจดหมาย หรือแค่มองหาคนหรือบางสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว ซึ่งมันไม่เคยมาถึง หรือดูเหมือนใช่ แต่ความจริงไม่ใช่ คุณจึงใช้เวลาหมดไปกับความเสียหาย หรือคาดหวังว่าสิ่งดี ๆ จะผ่านเข้ามา สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นคน สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกว่ามีคนรัก”

“ความจริงคือผมรู้สึกโกรธมาก รู้สึกเศร้าโศกเหลือเกิน เจ็บปวดมานานแสนนาน แต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นสบายดี ผมปรับตัวได้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร บางทีมันอาจเป็นเพราะไม่มีใครอยากรับฟังเรื่องเศร้าของผม เพราะพวกเขาก็ต่างมีความทุกข์เหมือนกัน”

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *