fbpx
Movie Review

Once Upon a Time in Hollywood : หากพวกเขาไม่ได้ ‘ล้มหาย’ หรือ ‘ตายจาก’

September 11, 2019 2 min read
kunanon

author:

Once Upon a Time in Hollywood : หากพวกเขาไม่ได้ ‘ล้มหาย’ หรือ ‘ตายจาก’

Reading Time: 2 minutes

ผลงานลำดับที่ 9 ของ ‘เควนติน แทแรนติโน’ กับการรำลึกถึงฮอลลีวูดช่วงทศวรรษที่ 1960s อันเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน ยุคที่สังคมของเหล่าบุปผาชนเริ่มเบ่งบาน อีกทั้งยังเป็นยุคที่เกิดเหตุการณ์สำคัญมากมายในหน้าประวัติศาสตร์

หนังเล่าผ่านตัวละคร ‘ริค ดาลตัน’ อดีตนักแสดงทีวีผู้เคยรุ่งโรจน์ในทศวรรษที่ 1950s ถึงต้น 1960s และ ‘คลิฟฟ์ บูธ’ สตั๊นท์แมนคู่ใจที่ร่วมงานกันมานานกว่าสิบปี ทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วงขาลงของเส้นทางอาชีพ ริคเคยเป็นดาวเด่นบนจอแก้วที่ฝากผลงานไว้ให้แฟน ๆ จดจำ แต่ปัจจุบัน—ปลายยุค 60s เป็นได้เพียงนักแสดงรับเชิญที่เอาแน่เอานอนกับอนาคตไม่ได้ ส่วนคลิฟฟ์ แน่นอนว่าหากริคไม่มีผลงานใหม่ ๆ ออกมา เขาก็พลอยว่างงานไปด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันผู้กำกับเควนตินก็หยิบเอาคดีฆาตกรรม ‘ชารอน เทต’ (โดยครอบครัวแมนสัน) ซึ่งเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงในปี 1969 มาใช้เป็นแบล็คกราวน์ช่วยอธิบายสภาพสังคมของลอสแอนเจลิสในช่วงเวลาดังกล่าว

ฮอลลีวูดดรีม และผลกระทบของการเปลี่ยนผ่าน

ประเด็นแรกที่หนังนำเสนอ คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของฮอลลีวูด (จาก Golden Age มาสู่ American New Wave) แน่นอนว่าช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นหลักไมล์สำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน เนื่องจากมีคนรุ่นใหม่หลั่งไหลเข้าวงการมากขึ้น ทำให้แต่ละงานที่ปล่อยออกมานั้นมีความสดใหม่กว่าเดิมมาก ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านนี้ก็ได้ฆ่าคนจากยุคเก่าให้ตายอย่างช้า ๆ ซึ่งริคเป็นหนึ่งในนั้น จากชายหนุ่มที่สั่งสมชื่อเสียงในฐานะคาวบอยบนจอแก้ว วันหนึ่งได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จนตัวเองตามไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนหลงยุคที่ไม่มีใครต้องการอีกต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คือแม้เจ้าตัว (ที่อยู่ในช่วงขาลง) จะได้รับโอกาสครั้งที่สอง ถูกทาบทามให้ไปแสวงโชคต่างแดน แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็ยังยึดติดกับการเป็น ‘ส่วนหนึ่งของฮอลลีวูด’ อยู่ ไม่ต้องการจากมันไปไหนไกล เพราะเชื่อว่าสักวันตนจะได้กลับขึ้นไปยืนในจุดเดิมอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่แสงจากปลายอุโมงค์จะริบหรี่ก็ตาม

หากพวกเขาไม่ได้ ‘ล้มหาย’ หรือ ‘ตายจาก’

ฮอลลีวูดทศวรรษที่ 1960s น่าจะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ ‘คึกคัก’ และ ‘มีสีสัน’ มากที่สุด เป็นยุคที่เต็มไปด้วยผลงานแปลกใหม่และป๊อปคัลเจอร์มากมาย ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 50 ปี แต่หลายอย่างก็ยังคงถูกยกย่องเชิดชูมาจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายอย่างที่ร่วงหล่นหรือสูญหายไปตามกาลเวลา

อย่างไรก็ตาม แม้หนังจะมีการอ้างอิงเหตุการณ์และตัวละครจริงในอดีต แต่เควนตินก็ไม่ได้นำมาเล่าแบบตรง ๆ เขาเลือกที่จะตีไข่ใส่สีลงไปเพิ่มเติม หยิบเอาป๊อปคัลเจอร์เหล่านั้นมาชุบชีวิต ราวกับเป็น ‘โลกคู่ขนาน’ แบบที่ตัวเองต้องการ ฉะนั้นหนังจึงมีรายละเอียดบางอย่างที่ต่างไปจากสิ่งที่เราเคยรับรู้กัน บางอย่างที่เคยรุ่งเรืองในอดีตและล้มหายตายจาก ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในโลกของเควนติน

หลังจากดูจบก็เกิดคำถามตามมาว่า หากเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ได้ลงเอยเหมือนอย่างที่ประวัติศาสตร์ระบุไว้ หากมันดำเนินไปเหมือนกับโลกคู่ขนานใบนี้ ฮอลลีวูดในวันนี้จะเปลี่ยนไปแค่ไหนกัน ที่สำคัญคือมันจะออกมา ‘สวยงาม’ และ ‘แฮปปี้เอนดิ้ง’ เหมือนที่เควนตินคิดไว้หรือเปล่า

ท้ายที่สุดคงสรุปได้เพียงว่า Once Upon a Time in Hollywood เปรียบได้กับ ‘จดหมายรัก’ ที่เควนตินตั้งใจเขียนให้กับฮอลลีวูด (โดยมีผู้ชมร่วมเป็นสักขีพยาน) ซึ่งแม้จะฟังดูเป็น ‘เรื่องส่วนตัว’ และมีความประนีประนอมกว่าเรื่องอื่น ๆ แต่มันก็ถือเป็นผลงานที่แปลกใหม่และ ‘โรแมนติก’ ที่สุดของเขาด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเควนตินตัดสินใจเกษียณตัวเองหลังกำกับหนังครบ 10 เรื่อง (ตามที่เจ้าตัวเคยลั่นวาจาไว้) Once Upon a Time in Hollywood ก็น่าจะเป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องมากกว่านี้พอสมควรเลย เหตุผลก็เพราะมันไม่ได้เป็นแค่ ‘หนังสไตล์เควนติน’ (เหมือนเรื่องอื่น ๆ) เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘ไดอารี่’ ที่บันทึกถ้อยคำและความในใจของเขาต่อฮอลลีวูดไว้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *