Review Documentary

The Kingdom of Dream and Madness : ‘จิบลิ’ ก็แค่ชื่อที่หยิบยืมมาจากเครื่องบิน

August 2, 2019 2 min read
kunanon

author:

The Kingdom of Dream and Madness : ‘จิบลิ’ ก็แค่ชื่อที่หยิบยืมมาจากเครื่องบิน

Reading Time: 2 minutes

ย้อนกลับไปปี 2013 ก่อนสตูดิโอจิบลิจะปิดตัว (หยุดพัก) ได้ไม่นาน ทีมงานถ่ายทำสารคดีซึ่งนำโดยผู้กำกับ ‘มามิ ซูนาดะ’ มีโอกาสได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศการทำงานช่วงขวบปีสุดท้ายของ ‘ฮายาโอะ มิยาซากิ’ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง-หัวเรือใหญ่ของสตูดิโอ และทีมงานของเขากว่าร้อยชีวิต ในการสรรสร้างแอนิเมชั่นเรื่อง ‘The Wind Rises’ อันเป็นผลงานทิ้งทวน ก่อนจะเกษียณตัวเองในเวลาต่อมา 

ช่วงต้นของ The Kingdom of Dream and Madness พาเราไปสำรวจกิจวัตรประจำวันของมิยาซากิตั้งแต่เช้าจรดค่ำ และทั้งๆ ที่เจ้าตัวจะมีอายุกว่า 70 ปีแล้ว แต่ยังคงทำงานหนักไม่ต่างจากตอนเป็นหนุ่ม นอกจากนี้สารคดียังพูดถึงความสัมพันธ์แบบ ‘หวานขม’ ของเขากับสองผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง ‘อิซาโอะ ทาคาฮาตะ’ และ ‘โทชิโอะ ซูซูกิ’ ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างก็เป็นศิลปิน-เปี่ยมล้นด้วยแพสชั่น ทำให้หลายครั้งพวกเขา (มิยาซากิ-ทาคาฮาตะ) มีความเห็นเรื่องงานไม่ตรงกัน ซึ่งแม้จะมีปัญหาซุกซ่อนอยู่บ้าง แต่ทั้งคู่ก็ยังคงทำงานร่วมกัน (อย่างราบรื่น) มานานถึง 3 ทศวรรษ

มีช่วงหนึ่งที่มิยาซากิเปิดใจถึงความผิดพลาด—จากมุมมองของเขา ในการสร้างแอนิเมชั่นเรื่อง Porco Rosso เมื่อปี 1992 มิยาซากิอธิบายว่าเดิมทีความต้องการของเขาคือสร้างให้เยาวชนดู แต่เมื่อหนังเข้าฉายกลับกลายเป็นว่าเนื้อหาของมันยากเกินกว่าที่เด็กจะเข้าใจ เขาจึงรู้สึกว่ามันไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ส่วนอีกพาร์ทของ The Kingdom of Dream and Madness คือเบื้องหลังการสร้าง The Wind Rises และ  The Tale of The Princess Kaguya ผลงานลำดับท้ายๆ ของสตูดิโอซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในช่วงไล่เลี่ยกัน โดยสารคดีเลือกเทน้ำหนักไปที่ The Wind Rises ของมิยาซากิ มากกว่า The Tale of The Princess Kaguya ของทาคาฮาตะ

แผนการสร้าง The Wind Rises นั้นกินเวลายาวนานกว่า 2 ปี เขาพิถีพิถันกับทุกขั้นตอนเพื่อให้มันออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด เรื่องแปลกอย่างหนึ่งคือมิยาซากิไม่เคยคิดสตอรี่บอร์ดเหมือนคนอื่น เขาเลือกที่จะวาดมือไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่มีใครล่วงรู้ว่าหนังแต่ละเรื่องจะจบลงอย่างไร ทั้งนี้เราจะได้เห็นมิยาซากิพูดถึงพ่ออยู่บ่อยครั้ง เขาเล่าว่าพ่อคือแรงบันดาลใจสำคัญให้ตนผลิตผลงานดังกล่าว นอกจากนี้ตัวละคร ‘จิโร่’—ตัวละครนำ ก็ยังถอดแบบมาจากพ่อซึ่งทำงานด้านการออกแบบเครื่องบินรบสำหรับกองทัพเหมือนกัน

แน่นอนว่าสิ่งที่เป็นไฮไลท์ในสารคดีเรื่องนี้ คือเบื้องหลังงานสร้าง The Wind Rises ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้แอนิเมชั่นฝั่งฮอลลีวูด ผู้ชมจะได้เห็นถึงแรงกดดันมหาศาลที่เหล่าแอนิเมเตอร์ต้องแบกรับ เรื่องตลกร้ายคือคนภายนอกต่างอยากเข้ามาทำงาน (ถวายหัว) ให้จิบลิ เฝ้าฝันจะได้รับใช้มิยาซากิ ขณะที่คนภายในนั้นพากันลาออกเป็นว่าเล่นเพราะทนแรงเสียดสีไม่ไหว มิยาซากิมีภาพทุกอย่างอยู่ในหัวของเขา บรรดาแอนิเมเตอร์มีหน้าที่นำภาพในหัวเหล่านั้นต่อยอดออกมาเป็นผลงานจริงให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ The Kingdom of Dream and Madness เท่านั้น ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่สารคดีนำเสนอแต่ไม่ได้หยิบยกมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นมุมมองของมิยาซากิในท็อปปิกด้านต่างๆ หรือจินตนาการที่ไม่หยุดนิ่งไปตามวาระเกษียณของเขา สำหรับใครที่ประทับใจจิบลิเป็นทุนเดิมอยู่แล้วรับรองเลยว่าสารคดีเรื่องนี้จะทำให้คุณหลงรักสตูดิโอมากขึ้นไปอีก ส่วนใครที่ไม่ได้อินหรือไม่เคยรู้จักผลงานมาก่อนก็อยากให้ลองรับชมเช่นกัน แล้วคุณจะรู้ว่าสตอรี่ตลอด 3 ทศวรรษของพวกเขานั้นน่าทึ่งแค่ไหน

อนึ่ง ช่วงกลางเรื่องผู้กำกับซูนาดะเอ่ยปากถามมิยาซากิว่า เขาไม่เป็นห่วงอนาคตของจิบลิเหรอ? (ถึงตัดสินใจรีไทร์) เมื่อสิ้นประโยคคำถามมิยาซากิก็ตอบกลับเธอกลับทันทีว่า 

“อนาคตชัดเจนมาก มันจะจบลงที่ความล้มเหลว… เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลเลย” เขาขยายความต่อ “จริงๆ แล้ว จิบลิเป็นเพียงชื่อที่ผมสุ่มเจอจากเครื่องบิน มันเป็นแค่ชื่อน่ะ”

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *