fbpx
Review Movie

Guy and Madeline on a Park Bench : มิวสิคัลทุนต่ำ รากฐานสําคัญ La La Land

May 11, 2020 2 min read
kunanon

author:

Guy and Madeline on a Park Bench : มิวสิคัลทุนต่ำ รากฐานสําคัญ La La Land

Reading Time: 2 minutes

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘เดเมียน ชาเซลล์’ คือหนึ่งในผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จเร็วที่สุดในฮอลลีวูด ด้วยวัยเพียง 35 ปี เขาผ่านการกำกับหนังมาแล้ว 4 เรื่อง ทั้งยังเคยคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับมาแล้วหนึ่งครั้ง (เขาคือเจ้าของสถิติผู้กำกับอายุน้อยที่สุดที่คว้ารางวัลดังกล่าว) โดยตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เราต่างได้เห็นฝีไม้ลายมือของผู้กำกับหนุ่มคนนี้ผ่านผลงานเรื่องดัง ไม่ว่าจะเป็น Whiplash หนังที่ส่งให้เขาเข้าชิงออสการ์ครั้งแรก, La La Land ผลงานมิวสิคัลที่ (เกือบ) คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยม รวมทั้งชีวประวัติ นีล อาร์มสตรอง อย่าง First Man

ทั้ง 3 เรื่องที่กล่าวไปล้วนเป็นผลงานทรงคุณค่าที่ถูกรังสรรค์โดย เดเมียน ชาเซลล์ ซึ่งสำหรับใครที่เคยได้ดูก็คงจะสังเกตเห็น ‘ลายเซ็นต์’ บางอย่างที่ผู้กำกับคนนี้ทิ้งไว้ และลายเซ็นต์ที่ว่านี้เองคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พยายามดั้นด้นหาหนังเรื่องแรกของเขามาดูให้ได้ เพราะอยากรู้ว่าถ้าสไตล์ของเขา (ที่ต้องมีโปรดักชั่นประมาณนึง) ถูกเล่าในสเกลหนังอินดี้จะเป็นยังไง

Guy and Madeline on a Park Bench เป็นผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับหนุ่ม (ตอนนั้นเขาอายุแค่ 24 ปี) ที่เดิมทีตั้งใจจะทำมันเป็นวิทยานิพนธ์สมัยเรียนฟิล์มที่ฮาวาร์ด แต่ภายหลังพอทำไปทำมาเจ้าตัวก็ตัดสินใจดร็อปเรียนเพื่อมาสร้างหนังเรื่องนี้เต็มเวลา หนังเล่าความสัมพันธ์ของ ‘กาย’ นักดนตรีแจ๊สผิวสีอนาคตไกล กับ ‘เมเดไลน์’ หญิงสาวว่างงานที่ยังเอาแน่เอานอนกับอนาคตไม่ได้ ดำเนินเรื่องหลังจากที่หนุ่มสาวคู่นี้เลิกลากันไป แล้วก็ตัดสลับเหตุการณ์ระหว่างพวกเขา กายคบหากับ ‘เอเลน่า’ หญิงสาวอีกคนที่เขาบังเอิญเจอบนรถไฟใต้ดิน ขณะที่เมเดไลน์ยังคงเดินเตะฝุ่นอย่างไร้จุดหมาย

ไม่แปลกหากดูจากเนื้อเรื่องแล้วจะรู้สึกว่ามีบางส่วนที่คุ้น ๆ เพราะ เดเมียน ชาเซลล์ ได้นำคอนเซ็ปต์หนังเรื่องนี้มาปรับใช้ใหม่อีกครั้งใน La La Land ซึ่งนอกเหนือจากรียูสคอนเซ็ปต์แล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้จากการดู Guy and Madeline on a Park Bench ก็คือเอกลักษณ์ในงานผู้กำกับคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดความรักที่เขามีต่อดนตรีแจ๊ส การพูดถึงคนหนุ่มสาวที่พยายามพิสูจน์แพสชั่นตัวเอง และส่วนสำคัญที่สุดคือดนตรีประกอบของ ‘จัสติน เฮอร์วิตซ์’ ซึ่งโดดเด่นเทียบเท่าตัวหนังเลย (ภายหลังพวกเขายังคงร่วมงานกันเรื่อยมา จัสตินรับหน้าที่ดูแลพาร์ทดนตรีในหนังเดเมียนทุกเรื่อง)

เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนแพ้ทางหนังที่นำเสนอความสัมพันธ์เรียบง่ายแบบนี้เป็นทุนเดิม เลยทำให้ชอบและอินกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ชอบความเป็นธรรมชาติ ไม่พยายามชี้นำความรู้สึกเรา ชอบที่บทมันน้อยแถมส่วนใหญ่ยังเป็นการคุยสัพเพเหระอีกต่างหาก (ต่างจาก La La Land ที่ตัวละครเอาแต่พูดถึงแพสชั่นและความฝัน) เหมือนพวกเขา (กายและเมเดไลน์) ยังอยู่ในช่วงค้นหา คือรู้ว่าตัวเองหลงใหลอะไร แต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ ชอบที่หนังไม่ได้เทน้ำหนักไปที่ความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังพูดถึงชีวิตหนุ่มสาวที่ต้องดิ้นรนอยู่ในเมืองใหญ่ด้วย นอกจากนี้ในพาร์ทโรแมนติกก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน แม้เวลาส่วนใหญ่ทั้งสองจะไม่ได้อยู่ร่วมกันแล้ว แต่หนังยังสามารถถ่ายทอดให้เรารับรู้ว่า พวกเขาต่างมีอิทธิพลต่ออีกฝ่ายมากมายขนาดไหน (และเราได้เห็นสิ่งที่ใกล้เคียงกันนี้อีกครั้งใน La La Land)

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่มันเป็นหนังอินดี้ใช้ทุนสร้างเพียง 60,000 เหรียญฯ เลยทำให้เราได้เห็นความไม่สมบูรณ์ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ และประสบการณ์ของผู้กำกับในตอนนั้น มีบางช่วงที่ยังไม่สมูทเท่าที่ควร บางอย่างขาดหายไป ต้องมาปะติดปะต่อเอาเอง ซึ่งหากลองมองอีกมุมหนึ่ง ความไม่สมบูรณ์แบบก็ถือเป็นเสน่ห์ของหนังอินดี้เหมือนกัน มันเหมือนมีช่องว่างให้เราจินตนาการตามไปด้วยว่า ในขณะที่พวกเขากำลังเหม่อลอย หรือเดินข้ามถนน หรือเต้น พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่

ท้ายที่สุดคงสรุปได้ว่า Guy and Madeline on a Park Bench ไม่ใช่ผลงานที่สมบูรณ์ที่สุด แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้เห็น ‘แวว’ และ ‘พรสวรรค์’ ที่ซ่อนอยู่ในตัว เดเมียน ชาเซลล์ ได้ซึมซับความหลงใหลที่เจ้าตัวมีต่อดนตรีแจ๊ส รวมทั้งได้เป็นประจักษ์พยานในการแจ้งเกิดของผู้กำกับคนนี้ด้วย


ⓘ Random Facts

7 ปีให้หลัง Guy and Madeline on a Park Bench เดเมียน ชาเซลล์ ก็พา La La Land เข้าชิงรางวัลออสการ์ได้มากถึง 14 รางวัล (13 สาขา) และสามารถคว้าตุ๊กตาทองคำกลับมาได้ 6 ตัว โดยที่หนึ่งในนั้นคือสาขาผู้กำกับ

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *