List

World Cinema รวมหนังดีทั่วโลกที่คุณไม่ควรพลาด (1)

April 8, 2019 3 min read
kunanon

author:

World Cinema รวมหนังดีทั่วโลกที่คุณไม่ควรพลาด (1)

Reading Time: 3 minutes

จากหนังเยอรมันที่ถ่ายทำแบบลองเทคตลอดทั้งเรื่อง ถึงผลงานคลาสสิคโดยผู้กำกับชั้นครู ‘ฌากส์ ตาติ’ — World Cinema รวมหนังดีทั่วโลกที่คุณไม่ควรพลาด (พาร์ทที่ 1)

Victoria (2015) | ประเทศ : เยอรมนี

วิคตอเรีย หญิงสาวชาวสเปนเดินทางมาเที่ยวที่กรุงเบอร์ลิน คืนหนึ่งขณะแยกย้ายกลับจากงานปาร์ตี้ เธอได้พบกับชายท้องถิ่น 3 คนที่ขอให้เธอเที่ยวเตร่ในเมืองกับพวกเขาต่อ อันที่จริงมันควรจะเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนน่าจดจำของวิคตอเรีย หากการเที่ยวเตร่ครั้งนี้ไม่ได้จบลงด้วยการปล้นธนาคาร

ความโดดเด่นของหนังทริลเลอร์เรื่องนี้คือคอนเซปต์ “One City, One Night, On Take” ถ่ายทำแบบลองเทคด้วยกล้องตัวเดียวตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีคัท ไม่ต้องตัดต่อ ช่วงเวลา 2 ชั่วโมงเศษในหนังคือไทม์ไลน์ที่เกิดจริงตั้งแต่กลางดึกจนถึงรุ่งสาง ซึ่งแน่นอนว่าเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งการจัดการกองถ่าย การจัดคิวนักแสดง ตลอดจนการวางบล็อกกิ้ง หนังได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ทั้งเรื่องความแปลกใหม่ในการนำเสนอ และความบ้าพลังของทีมงาน ไม่ใช่แค่ตัวหนังเท่านั้นที่มีความเป็นทริลเลอร์ แต่เบื้องหลังการทำถ่ายนั้นก็ลุ้นระทึกไม่ต่างกัน

The Counterfeiters (2007) | ประเทศ : ออสเตรีย

สร้างจากเรื่องจริงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โซโลมอน โซโรวิทส์ช ผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ฝีมือฉกาจชาวยิว ถูกนาซียื่นขอเสนอแกมบังคับให้เข้าร่วม “ปฏิบัติการเบอร์นาร์ด (Operation Bernhard)” ทำหน้าที่ปลอมแปลงธนบัตรสกุลปอนด์สเตอร์ลิง และดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำลายระบบการเงินของฝ่ายสัมพันธมิตร (เหตุการณ์นี้นับเป็นการปลอมแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์) แลกกับการที่เขาจะได้เลื่อนขั้นเป็นนักโทษชั้นดี มีชีวิตความเป็นอยู่ในค่ายกักกันอย่างสุขสบาย

The Counterfeiters ดัดแปลงมาจากหนังสือ “The Devil’s Workshop” ของ อดอล์ฟ เบอร์เกอร์ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญซึ่งถูกบังคับให้เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ หนังไปได้ไกลถึงขั้นคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมปี 2008

My Life as a Zucchini (2016) | ประเทศ : สวิตเซอร์แลนด์

หลังสูญเสียแม่ขี้เหล้าจากอุบัติเหตุที่ตัวเองเป็นคนก่อ ซูกีนี เด็กชายวัย 9 ขวบ ก็ถูกส่งตัวไปอยู่บ้านอุปถัมภ์ร่วมกับเด็กที่ถูกทอดทิ้งคนอื่น ๆ อีก 6 คน ที่นั่นเขาได้เรียนรู้ทั้งมิตรภาพ การไว้ใจซึ่งกันและกัน รวมไปถึงความรักแบบป็อปปี้เลิฟ หนังดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย ผ่านสายตาของเด็ก ๆ อันแสนบริสุทธิ์ ไร้ความซับซ้อนใด ๆ สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามพูดกับคนดู (แม้จะเลยวัยเด็กมาแล้วก็ตาม) คือท้องฟ้าในบางวันอาจมืดหม่น หรือมีเมฆหนาปกคลุมบ้าง แต่สุดท้ายแล้วมันจะกลับมาสดใสดั่งที่เคยเป็นเสมอ

Ida (2013) | ประเทศ : โปแลนด์

อิด้า เด็กสาวผู้เกิดมาใต้ชายคาคริสตจักรช่วงยุค 60 ทั้งชีวิตของเธออุทิศให้กับศาสนา ไม่เคยคิดจะข้องเกี่ยวกับเรื่องทางโลก กระทั่งวันหนึ่งเธอต้องออกจากโบสถ์ไปทดลองใช้ชีวิตทางโลก อาศัยอยู่กับป้าซึ่งเป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ ก่อนจะกลับมาทำพิธีเข้ารีตเพื่อกลายเป็นแม่ชีเต็มตัว ช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ ของอิด้ากับโลกภายนอกนั้นทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องราวมากมาย ทั้งยังได้ตระหนักถึงชะตากรรมของคนในครอบครัวที่เธอไม่เคยรับรู้มาก่อน

หนังของผู้กำกับ ปาเวล ปาวลีคอฟสกี เรื่องนี้สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศปี 2015 มาครอบครองได้สำเร็จ โดยนับเป็นหนังโปแลนด์เรื่องแรกที่ได้รางวัลดังกล่าว

The Hunt (2012) | ประเทศ : เดนมาร์ก

ลูคัส อาจารย์วัยกลางคนต้องตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะมีข่าวว่าเขาไปล่วงละเมิศทางเพศเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ ที่สำคัญกว่านั้นเด็กคนนี้คือหนึ่งในนักเรียนของเขาด้วย ลูคัสพยายามจะบอกความจริงกับทุกคนว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรเด็ก แต่เพราะความใสซื่อบริสุทธิ์ดั่งผ้าขาวของเด็ก ทำให้ทุกคนเชื่อและไม่คิดว่าเธอ (ที่มีอายุแค่ 7 ขวบ) จะกุเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วผ้าขาวผืนนี้แหละที่เป็นต้นตอของการล่าแม่มดในครั้งนี้

The Hunt มีชื่อติดหนึ่งในห้านอมินีออสการ์ สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ปี 2014 นับเป็นหนังเดนมาร์กลำดับที่ 10 ที่มีชื่อติดรอบสุดท้ายในสาขานี้

Good Bye, Lenin! (2003) | ประเทศ : เยอรมนี

หลังจากที่พ่อผู้เป็นเสาหลัก หนีครอบครัวซึ่งอาศัยอยู่ในเยอรมันตะวันออก ไปอยู่เยอรมันตะวันตกและไม่กลับมาอีกเลย แม่ที่กำลังตรอมใจก็เริ่มสนใจในระบอบสังคมนิยมขึ้นมา กลายเป็นคนที่ทำงานเพื่อสังคม มีอุดมการณ์แรงกล้า ทั้งนี้ก่อนโซเวียตจะล่มสลายได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ แล้วบังเอิญแม่ดันอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ด้วยความชุลมุนบวกกับโรคประจำตัว ทำให้เธอสลบเป็นเจ้าหญิงนิทราไปนานหลายเดือน เมื่อตื่นขึ้นมาเยอรมันก็รวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว 

ด้วยความที่ลูก ๆ ไม่อยากให้แม่เกิดภาวะช็อคจนสลบไปอีก (จากการล่วงรู้ความจริงว่าไม่มีโซเวียตและสังคมนิยมแล้ว) พวกเขาจึงพยายามปกปิดทุกอย่าง ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะสินค้าที่เคยใช้กันในเยอรมันตะวันออกนั้นเลิกผลิตไปหมดแล้ว อีกทั้งระบอบทุนนิยมก็เข้าถึงประชาชนได้เร็วมากเช่นกัน

No (2012) | ประเทศ : ชิลี

หนังเรื่องแรกของชิลีที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเวทีออสการ์ สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม นำเสนอเรื่องราวการปลดแอกประเทศจากการปกครองโดยรัฐบาลทหาร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต

ปี 1988 หลังจากกุมอำนาจทางการเมืองมาเกือบ 15 ปี นายพลออกุสโต ปิโนเชต์ ได้เปิดให้มีการทำประชามติเป็นครั้งแรก ว่าชาวชิลียังต้องการให้เขาเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศต่อไปหรือไม่ โดยที่ตนและพรรครัฐบาลได้ออกแคมเปญ YES เป็นโฆษณาชวนเชื่อจูงใจให้ประชาชนเลือกเค้าเป็นผู้นำต่อไป ในขณะเดียวกันทีมโฆษณาประจำสถานีโทรทัศน์แห่งนึงก็พยายามเปลี่ยนประเทศ ด้วยการออกแคมเปญ NO หวังให้ชาวชิลีปฏิเสธผู้นำทหารคนนี้

No นับเป็นใบเบิกทางสำคัญแก่ พาโบล ลาร์เรน ผู้กำกับหนุ่มในขณะนั้นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นเพียง 4 ปี เขาก็มีโอกาสได้กำกับ Jackie หนังฮอลลีวูดเรื่องแรกของตัวเอง

Sophie Scholl The Final Days (2005) | ประเทศ : เยอรมนี

หนังชีวประวัติ โซฟี โชลล์ นักศึกษาวัย 21 ปี แกนนำกลุ่มกุหลาบขาวผู้ต่อต้านนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอและพี่ชายโดนจับขณะกำลังแจกใบปลิวโจมตีนาซีในมหาวิทยาลัย หนังนำเสนอชีวิตช่วงสุดท้ายของโซฟี ก่อนที่เธอ (รวมถึงพี่ชายและเพื่อนอีกหนึ่งคน) จะโดนประหารชีวิตด้วยข้อหาทรยศชาติ บ่อนทำลายประเทศ และช่วยเหลือศัตรู

หนังเต็มไปด้วยบทสนทนาเชือดเชือนระหว่างกลุ่มที่ภักดีต่อนาซีและผู้ต่อต้าน อย่างเรื่องคนเยอรมันแท้แต่ทำตัวทรยศชาติแบบนี้จะสามารถเลี้ยงครอบครัวให้รักชาติได้อย่างไร เรื่องคนยิวที่นาซีเปรียบพวกเขาว่าเป็นตัวซวยของชาติ รวมถึงเรื่องอิสระภาพและศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนความหวาดกลัวของคนเยอรมันที่มีต่อนาซีได้ดีทีเดียว

The Diving Bell and the Butterfly (2007) | ประเทศ : ฝรั่งเศส

สร้างจากเรื่องจริงของ ฌอง โดมินิค อดีตบรรณาธิการนิตยสาร ELLE ฝรั่งเศส ผู้มีชีวิตพลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน จากเพลย์บอยวัย 40 ที่เพรียบพร้อมทุกอย่างกลายมาเป็นคนอัมพาตเพราะโรคเส้นเลือดในสมองแตก อวัยวะเดียวที่สามารถควบคุมได้คือเปลือกตาข้างซ้าย ความหวังสุดท้ายของเขาคือการเขียนหนังสือเรื่อง The Diving Bell and the Butterfly (ถ่ายทอดมุมมองในวันที่ร่างกายเปรียบเสมือนเรือนจำ แม้ใจอยากจะโบยบินแค่ไหนก็ทำไม่ได้) ด้วยการกระพริบตาซ้ายเพื่อเลือกตัวอักษรทีละตัวจนกลายมาเป็นหนังสือ

The Diving Bell and the Butterfly มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 4 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม กำกับภาพยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม

Mon Oncle (1958) | ประเทศ : ฝรั่งเศส

ผลงานของผู้กำกับชั้นครู “ฌากส์ ตาติ” พูดถึงแนวคิดทางสังคมที่เปลี่ยนไป หลังสงครามโลกครั้ง 2 สงบลง เสียดสีโลกอุดมคติที่เน้นเรื่องฟังก์ชั่นการใช้งานมากกว่าความสวยงามหรือรสนิยม ผู้คนไม่ต้องการดื่มด่ำอารมณ์สุนทรีย์ แต่ไปหมกมุ่นอยู่กับสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างมาอำนวยความสะดวกให้ตัวเอง หนังพยายามเปรียบเทียบระหว่างสังคมแบบเก่าที่อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ผู้คนคอนเนคกันตลอดเวลา กับสังคมแบบใหม่ที่ทุกคนพยายามสร้างเนื้อสร้างตัว หลงไปกับวัตถุนิยม รักษาหวงแหนอาณาเขต ไม่ต้องการจะยุ่งเกี่ยวกับใคร เดินทางด้วยรถยนต์แสนหรูหรา ผิดกับอีกฝั่งที่ยังคง ‘ร่วม’ สัญจรด้วยจักรยานและรถม้า อีกทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนั้นก็เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ใช้อัพสถานะทางสังคมให้ทัดเทียมคนอื่น

Mon Oncle ถือเป็นหนังฝรั่งเศสเรื่องแรกที่ได้รางวัลออสการ์สาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (ปี 1959) ในฐานะหนังส่งเข้าประกวด โดยก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสเคยได้ออสการ์สาขาดังกล่าวมาแล้ว 3 ครั้ง ในฐานะหนังที่ถูกเลือก

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *