List

WOODY ALLEN Filmography รวมผลงานวู้ดดี้ อัลเลน (1)

April 20, 2020 5 min read
kunanon

author:

WOODY ALLEN Filmography รวมผลงานวู้ดดี้ อัลเลน (1)

Reading Time: 5 minutes

จากหนังเจ้าของรางวัลหนังยอดเยี่ยมเวทีออสการ์ปี 1978 ถึงผลงานที่ส่งให้ เคท แบลนเชตต์ คว้าตุ๊กตาทองคำตัวที่สอง — WOODY ALLEN Filmography รวมผลงานผู้กำกับ วู้ดดี้ อัลเลน พาร์ทที่ 1

Annie Hall (1977)

ผลงานหนึ่งเดียวของ วู้ดดี้ อัลเลน ที่คว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘แอลวี่’ สแตนด์อัพคอมเมดี้ผู้มีระบบความคิดและมุมมองแตกต่างจากคนอื่น เขาหมกมุ่น-ฟุ้งซ่าน พูดจาโอ้อวด ไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า อีกทั้งไม่อยากจะคบใครในระยะยาว กับ ‘แอนนี่’ นักแสดงสาวที่มาแสวงโชคยังมหานครยิวยอร์ก เธอเป็นมิตรกับผู้คน รักสนุก ชอบความอิสระ เปิดรับโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งทั้งหมดแตกต่างกับแอลวี่โดยสิ้นเชิง หนังเล่าเรื่องตลอด 1 ปีที่ทั้งสองคบหากัน ตั้งแต่เริ่มรู้จักจนกระทั่งเลิกลา (และได้กลับมาพบกันใหม่อีกครั้งในตอนท้าย)

สิ่งที่ประทับใจใน Annie Hall คือบทสรุปตอนท้ายเรื่องที่แอลวี่พยายามเปรียบเปรยความสัมพันธ์ของพวกเขา ผ่านมุกตลกร้ายเกี่ยวกับชายหนุ่ม น้องชายผู้เสียสติ และจิตแพทย์

“ชายคนนึงไปหาจิตแพทย์แล้วพูดว่า ‘น้องชายผมบ้าไปแล้ว เขาคิดว่าตัวเองเป็นแม่ไก่’ หมอจึงบอกว่า ‘ส่งเขามาหาหมอสิ’ จากนั้นชายคนดังกล่าวก็ตอบหมอไปว่า ‘ผมอยากส่งเขาให้หมอนะ แต่ผมอยากได้ไข่ด้วย’” แอลวี่กล่าวสรุปในตอนท้าย “นั่นแหละคือความรู้สึกของผมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ มันยากที่จะคาดเดา บ้าบอ และเหลวไหล แต่ผมคิดว่าเราคงจะเป็นแบบนี้ต่อไป เพราะว่าพวกเราส่วนใหญ่ล้วนเกลียดตัวกินไข่กันทั้งนั้น”

Manhattan (1979)

หนึ่งในผลงานที่ถูกยกย่องมากที่สุดของ วู้ดดี้ อัลเลน เล่าถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนและยุ่งเหยิงของ ‘ไอแซค’ โปรดิวเซอร์รายการทีวีวัย 42 ปี ผู้ล้มเหลวเรื่องความรัก หย่าร้างมาแล้วสองหน และปัจจุบันกำลังคบหาดูใจเด็กนักเรียนอายุ 17 ปี วันหนึ่งเพื่อนสนิทของไอแซคแนะนำเขาให้รู้จักกับ ‘แมรี่’ ชู้รักที่แอบคบกันแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ มานานหลายเดือน ไอแซคไม่ชอบหน้าเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาพบกัน พยายามพูดจาเหน็บแนมถากถางทุกครั้งที่มีโอกาส แต่แล้วเมื่อทั้งสองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เขากลับพบว่าแมรี่เป็นหญิงสาวที่น่าค้นหา ไม่นานหลังจากนั้นไอแซคก็ตกหลุมรักเธอ (ผู้เป็นชู้รักของเพื่อนสนิท) จนโงหัวไม่ขึ้น

ความน่าสนใจของ Manhattan คือการพูดถึงความสัมพันธ์ที่หลากหลายและซับซ้อนของชาวนิวยอร์ก จิกกัดเสียดสีหนุ่มสาวคนเมืองด้วยมุกตลกร้าย ขณะเดียวกันก็นำเสนอมนต์เสน่ห์เมืองแมนฮัตตัน (ผ่านฟิล์มขาวดำและคลอด้วยบทเพลงของจอร์จ เกิร์ชวิน) ออกมาได้อย่างโรแมนติก ถือเป็นผลงานคลาสสิคที่คู่ควรแก่การรับชมอย่างยิ่ง

Midnight in Paris (2011)

“ถ้าผมอยากเขียนอะไรที่มีคุณค่า ผมต้องขจัดภาพมายาทิ้งไป การคิดว่าจะสุขกว่านี้ถ้าอยู่ในอดีตก็อาจเป็นหนึ่งในมายาเหล่านั้น”

‘กิล’ นักเขียนบทหนังจากฮอลลีวูดเดินทางมาปารีสพร้อมด้วยคู่หมั้นสาวและครอบครัวของฝ่ายหญิง ความตั้งใจของเขาในการมาเยือนดินแดนแห่งมนต์เสน่ห์คราวนี้ก็เพื่อเก็บข้อมูล (และซึมซับบรรยากาศ) สำหรับนำไปเขียนหนังสือซึ่งค้างเติ่งมานาน คืนหนึ่งขณะที่กิลกำลังเดินเตร่อยู่ตามซอกซอย เขาก็ค้นพบว่าตัวเองสามารถเดินทางข้ามกาลเวลาย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้ ที่นั่นเขาได้กระทบไหล่-ร่วมวงสนทนากับคนดังแห่งวงการศิลปะและนักเขียนมากมาย อาทิ ซัลบาโด ดาลี, เกอร์ทรูด สไตน์, เอฟ. สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ และเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์

Midnight in Paris เป็นผลงานในยุคหลัง (ทศวรรษ 2010) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากทั้งฝั่งนักวิจารณ์และคนดู หนังเต็มไปด้วยองค์ประกอบเฉพาะตัวของ วู้ดดี้ อัลเลน ที่แฟน ๆ คุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นไอเดีย-พล็อตเรื่องที่ไม่เหมือนใคร มุกตลกร้ายเสียดสี รวมทั้งบรรยากาศอันแสนโรแมนติก หนังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2012 ถึง 4 สาขา ได้แก่ หนังยอดเยี่ยม ผู้กำกับ บทดั้งเดิม และโปรดักชั่นดีไซน์ โดยสามารถคว้ากลับมาได้หนึ่งรางวัลในสาขาบท (นับเป็นหนที่ 3 ต่อจาก Annie Hall และ Hannah and Her Sisters)

Match Point (2005)

หลังอำลาสนาม ‘คริส’ อดีตนักเทนนิสมืออาชีพเลือกเปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็นโค้ชส่วนตัวให้กับผู้เล่นระดับสมัครเล่นประจำคลับแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน (ซึ่งรับเฉพาะลูกค้าวีไอพีเท่านั้น) วันหนึ่งมีคนแนะนำให้คริสรู้จักกับ ‘ทอม’ มหาเศรษฐีหนุ่มที่มาใช้งานคลับดังกล่าว ทั้งสองคุยกันถูกคอจนทอมออกปากชักชวนให้คริสมาร่วมงานเลี้ยงที่บ้าน ภายหลังคริสได้พบกับ ‘โคลอี้’ น้องสาวของทอม ทั้งคู่เริ่มศึกษาดูใจกันและได้แต่งงานในเวลาต่อมา ขณะเดียวกันคริสก็ได้รู้จักกับ ‘นอร่า’ นักแสดงสาวชาวอเมริกันผู้เป็นคนรักของทอม (และกำลังจะเป็นพี่สะใภ้ของเขาในอนาคต) คริสหลงใหลเสน่ห์นอร่าตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาพบกัน ทั้งคู่แอบมีสัมพันธ์ลับ ๆ โดยที่ทอมกับโคลอี้ไม่เคยระแคะระคาย จนในที่สุดมันนำมาซึ่งความโกลาหลที่ยากเกินจะควบคุม

ความน่าสนใจของผลงานทริลเลอร์เรื่องนี้ คือการนำประเด็นศีลธรรม-จริยธรรม มาล้อเข้ากับธีมการแข่งขันเทนนิสได้อย่างลงตัว เมื่อผู้เล่นทั้งสองฝ่ายหวดลูกสักหลาดโต้กันไปมาจนถึงแต้มแมตช์พอยต์ ตัวแปร (หรือจุดเปลี่ยน) ที่จะทำให้พวกเขาชนะหรือแพ้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ ‘โชคชะตา’ ล้วน ๆ

Bullets Over Broadway (1994)

หนังแก๊งสเตอร์สไตล์ วู้ดดี้ อัลเลน เล่าเรื่องราวในปี 1928 เมื่อผู้กำกับ-นักเขียนบทนาม ‘เดวิด เชน’ ต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อให้ละครเรื่องใหม่ของเขาได้สร้างและเปิดการแสดง เดวิดพยายามติดต่อนายทุนทั่วทั้งบรอดเวย์แต่กลับไม่มีใครสนใจ เนื่องจากผลงานสองเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาเจ๊งไม่เป็นท่า จนกระทั่งมีมาเฟียคนหนึ่งเสนอเงินทุนให้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือต้องให้แฟนสาวของเขารับบทนำในละครดังกล่าว

Bullets Over Broadway ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างบทอันยอดเยี่ยม กับการแสดงอันทรงพลัง หนังชวนให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘คุณสมบัติการเป็นศิลปิน’ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับตำแหน่งหรือภาระหน้าที่เพียงอย่างเดียว โดยในเรื่องบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับละครต่างปล่อยปละละเลยผลงาน สนใจเพียงแต่ประโยชน์ของตัวเอง (ไม่เว้นแม้กระทั่งเดวิดที่เป็นผู้กำกับ) คนเดียวที่ ‘คู่ควร’ กับละครเรื่องนี้จริง ๆ ดันเป็นลูกสมุนแก๊งมาเฟียซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโชว์แม้แต่น้อย

หนังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 1995 ถึง 6 สาขา (7 รางวัล) ได้แก่ สาขาผู้กำกับ, บทดั้งเดิม, นักแสดงสมทบชาย, นักแสดงสมทบหญิง, โปรดักชั่นดีไซน์ และคอสตูม โดยสามารถคว้ามาได้หนึ่งรางวัลในสาขาสมทบหญิง (ไดแอน ไวสต์)

A Rainy Day in New York (2019)

ผลงานที่ถ่ายทำเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ปี 2018 แต่ถูกสตูดิโอดองอยู่หนึ่งปีเต็ม เนื่องจากกระแส #MeToo ที่เจ้าตัวโดนโจมตีอย่างหนัก (จากกรณีที่เคยล่วงละเมิดทางเพศลูกสาวบุญธรรมวัย 7 ขวบเมื่อปี 1992)

หนังเล่าถึง ‘แกสบี้’ และ ‘แอชลีย์’ คู่รักหนุ่มสาวจากมหาวิทยาลัยทางตอนเหนือของนิวยอร์ก ที่เดินทางลงมาแมนฮัตตันในวันที่ฟ้าฝนและสถานการณ์ไม่เป็นใจ เดิมทีแอชลีย์ตั้งใจจะมาสัมภาษณ์ผู้กำกับหนังผู้เป็นไอดอล แต่แล้วกลับเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นจนทำให้ผู้กำกับคนดังกล่าวหนีหายไปซะดื้อ ๆ ขณะเดียวกัน แกสบี้แฟนหนุ่มของแอชลีย์ ก็พบเจอเหตุการณ์วุ่น ๆ ไม่ต่างกัน สุดท้ายแผนที่ทั้งคู่วาดฝันไว้อย่างโรแมนติกก่อนหน้านี้ก็เลยส่อแววว่าจะล่มไม่เป็นท่า

ว่ากันตามตรง A Rainy Day in New York ยังคงห่างชั้นจากมาตรฐานเดิมของ วู้ดดี้ อัลเลน (โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับผลงานเก่าๆ) ทั้งพล็อตเรื่อง ตัวละคร หรือแม้แต่บทสรุปต่างจืดชืด ไม่น่าจดจำ จะมีส่วนที่น่าประทับใจบ้างก็คงเป็นงานภาพของวิตโตริโอ สโตราโร ที่สามารถถ่ายทอดบรรยากาศวันฝนพรำในนิวยอร์กออกมาได้เหงาจับใจ และการแสดงของทิโมธี ชาลาเมต์ ซึ่งโดดเด่นเหนือคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะฉากที่เจ้าตัวเล่นเปียโนเพลง Everything Happens to Me นั้นถือเป็นโมเมนต์ต้องมนต์เลย

Sleeper (1973)

ครั้งหนึ่ง วู้ดดี้ อัลเลน เคยทำหนังไซไฟที่เล่าเรื่องราวในโลกอนาคต (ปี 2173) จำลองดินแดนดิสโทเปียที่รัฐบาลคอยสอดส่อง-ควบคุมความเคลื่อนไหวของพลเรือน ขณะเดียวกันก็ป้อนชุดข้อมูลฝังหัวให้แก่พวกเขา หนังดำเนินเรื่องผ่านตัวละคร ‘ไมล์ มอนโร’ เจ้าของร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่ถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ปี 1973 ไมล์ถูกชุบชีวิตจากสภาวะแช่แข็งโดยกลุ่มกบฏใต้ดิน ซึ่งหวังจะใช้เขาเป็นเครื่องมือต่อกรกับรัฐบาล

ผลงานลำดับที่ 4 ของผู้กำกับท่านนี้ที่มีความโดดเด่นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นมุกตลกจิกกัดอันเป็นเอกลักษณ์ ไดอะล็อกเย้ยหยัน-เสียดสีซึ่งชวนให้เราฉุกคิดในประเด็นต่าง ๆ (การเมือง ศาสนา เซ็กส์) งานโปรดักชั่นดีไซน์ล้ำสมัย รวมทั้งบรรยากาศการดำเนินเรื่องแบบหนังเงียบของชาร์ลี แชปลิน และบัสเตอร์ คีตัน นอกจากนี้ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ Sleeper คือเป็นหนังเรื่องแรกที่ได้ไดแอน คีตัน มาร่วมนำแสดง (ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยพบกันใน Play It Again, Sam แต่เป็นฐานะนักแสดงทั้งคู่) ก่อนที่ในเวลาต่อมาเธอจะมีส่วนร่วมในหนังของผู้กำกับคนนี้อีก 6 เรื่อง

Sweet and Lowdown (1999)

หนังชีวประวัติ ‘เอ็มเม็ท เรย์’ นักกีตาร์แจ๊ซฝีมือฉกาจที่ วู้ดดี้ อัลเลน อุปโลกน์ขึ้นจากจินตนาการของเขาเอง เอ็มเม็ทคือศิลปินที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัจฉริยะทางดนตรี แต่ขณะเดียวกันเขาก็เป็นไอ้ขี้เมาจอมสุรุ่ยสุร่ายที่ใช้ชีวิตไร้แบบแผน หนังนำเสนอชีวิตช่วงหนึ่งของเขาขณะคบหาอยู่กับสาวใบ้ที่ชื่อ ‘แฮ็ตตี้’ (กระทั่งเลิกลากันไปในภายหลัง) เอ็มเม็ทได้รับบทเรียนหลายอย่างจากความสัมพันธ์ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความงดงามของรักแท้ ภาพมายาที่ไม่จีรัง รวมทั้งการปลดเปลื้องอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ข้างใน

ความโดดเด่นของ Sweet and Lowdown คือเทคนิคการนำเสนอที่ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังกึ่งสารคดี ตัดสลับระหว่างเนื้อเรื่องกับบทสัมภาษณ์บุคคลในวงการ (หนึ่งในนั้นคือวู้ดดี้ อัลเลน) ซึ่งทำหน้าที่ร้อยเรียงชีวิตแต่ละช่วงของเอ็มเม็ทเข้าด้วยกัน นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งที่หนังทำได้ดีก็คือพัฒนาการของตัวละครที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละนิด จากคนซื่อบื้อ หลงตัวเอง และมีพฤติกรรมน่ารังเกียจ กลายมาเป็นคนที่เข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้น รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการ อะไรคือสิ่งที่พลาดไป ท้ายที่สุดต้องชื่นชมฌอน เพนน์ และซาแมนธา มอร์ตัน เพราะการแสดงของพวกเขานั้นช่วยยกระดับให้หนังเรื่องนี้ได้จริงๆ

Sweet and Lowdown ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2000 ถึง 2 สาขา ได้แก่ นักแสดงนำชายโดยฌอน เพนน์ และนักแสดงสมทบหญิงโดยซาแมนธา มอร์ตัน (เธอเข้าชิงออสการ์ทั้งที่ไม่มีบทพูดเลยสักประโยค)

Anything Else (2003)

“เมื่อใดก็ตามที่นายเขียนจงเขียนตามแบบฉบับตัวเอง แต่ถ้านายจะต้องลอกก็ให้ลอกคนที่ดีที่สุด”

ชีวิตรักของ ‘เจอร์รี่ ฟอล์ค’ นักเขียนบทละครหนุ่มกำลังดิ่งลงเหว เมื่อจู่ ๆ ‘อแมนด้า’ แฟนสาวของเขาปฏิเสธที่จะมีเซ็กส์ด้วย เธอพยายามบ่ายเบี่ยงตลอดเวลาด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น แถมยังไล่ให้เขาไปคบคนอื่น เจอร์รี่นำความทุกข์ใจนี้ไปปรึกษา ‘โดเบล’ เพื่อนสนิทต่างวัยที่คอยให้คำแนะนำกับเขาทุกเรื่อง โดเบลชี้ว่าเธอกำลังนอกใจ และบอกเจอร์รี่ว่าควรลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนตัวเองครั้งใหญ่ได้แล้ว

ครั้งหนึ่ง Anything Else ได้รับการโหวตให้เป็นผลงาน ‘ห่วยที่สุด’ ของ วู้ดดี้ อัลเลน ด้วยเหตุผลว่าธีมและองค์ประกอบต่าง ๆ นั้นถูกรีไซเคิลมาจากหนังเก่า ๆ ของเขาอีกที ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะหนังในยุคหลังของเขาล้วนเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือความ ‘น่ารำคาญ’ ซึ่งเกิดขึ้นแทบตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำไม่สมเหตุสมผลของตัวละคร หรือไดอะล็อกที่ยืดยาว-จับใจความไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ยังพอมีข้อดีให้พูดถึงอยู่บ้าง นั่นคือการเลือกเจสัน บิ๊กส์ (หนุ่มจิมจาก American Pie) มารับบทนำ เพราะเขาสามารถถ่ายทอดตัวตนของ วู้ดดี้ อัลเลน ออกมาได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับนักแสดงในยุคหลัง ๆ ด้วยกัน

The Purple Rose of Cairo (1985)

ผลงานแฟนตาซีสุดคลาสสิคที่เล่าเรื่องในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (ต้นทศวรรษ 1930) หนังพูดถึง ‘เซซิเลีย’ สาวเสิร์ฟประจำร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เธอมีสามีจอมขี้เกียจที่วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากไถเงินและเล่นการพนัน เซซิเลียมักใช้เวลาว่างจากการทำงานไปขลุกตัวอยู่โรงหนังประจำเมือง ที่นั่นเปรียบได้กับโลกอีกใบของเธอ โลกที่เธอค้นพบความสุขซึ่งแตกต่างกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง

วันหนึ่งมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เมื่อจู่ ๆ ตัวละคร ‘ทอม แบ็กซ์เตอร์’ ในหนังเรื่อง The Purple Rose of Cairo ที่เซซิเลียกำลังรับชม เดินทะลุออกมาจากหน้าจอและชักชวนให้เธอหนีไปด้วยกัน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความงุนงงและเดือดร้อนให้กับผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงหนัง ทีมผู้สร้างหนัง รวมไปถึง ‘กิล’ นักแสดงหนุ่มผู้สวมบทบาททอม แบ็กซ์เตอร์

The Purple Rose of Cairo เป็นหนึ่งในผลงานที่ วู้ดดี้ อัลเลน ให้สัมภาษณ์ว่าเขาชื่นชอบมากที่สุด โดยนอกจากความตลกและไอเดียสุดบรรเจิดแล้ว หนังยังสะท้อนภาพสังคมอเมริกันในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่อีกด้วย ผู้คนตกงานเป็นจำนวนมาก มีสภาพจิตใจย่ำแย่ ความฟุ่มเฟือยอย่างเดียวที่พอจะจ่ายได้คือไปดูหนังในโรง ซึบซับกับความงดงามบนแผ่นฟิล์ม เพื่อหลีกหนีความจริงอันเจ็บปวด ก่อนจะตระหนักได้ว่าเราไม่อาจหลุดพ้นจากปัญหา (อีกทั้งความสุขที่ได้มาก็ไม่ยั่งยืน) ไม่ว่าอย่างไรเมื่อหนังจบลงเราก็ต้องเดินออกจากโลกสมมติใบนั้นเพื่อมาเผชิญความจริงอยู่ดี

Magic in the Moonlight (2014)

“ผมให้อภัยคุณไม่ได้หรอก มีแต่พระเจ้าที่ให้อภัยคุณได้”
“แต่คุณพูดเองว่าพระเจ้าไม่มีจริง”
“นั่นแหละประเด็นผม”

นักมายากลชื่อดังชาวอังกฤษนาม ‘สแตนลีย์’ ถูกไหว้วานจากเพื่อนสนิทให้ไปเปิดโปง ‘โซฟี’ หญิงร่างทรงชาวอเมริกันผู้อ้างว่ามีเซ้นส์พิเศษสามารถติดต่อกับดวงวิญญาณได้ เธอได้รับการว่าจ้างจากครอบครัวเศรษฐีครอบครัวหนึ่งทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ให้ติดต่อกับดวงวิญญาณสามีที่ล่วงลับไป สแตนลีย์พยายามตีซี้โซฟีเพื่อหาทางจับไต๋ให้ได้คาหนังคาเขา แต่กลายเป็นว่าพอได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ เขาก็ดันตกหลุมรักเธอซะงั้น

อย่างที่หลายคนคงทราบ ว่าการปะทะกันระหว่าง ‘สองมุมมองที่แตกต่างกัน’ คือหนึ่งในสาระสำคัญที่ วู้ดดี้ อัลเลน มักจะหยิบยกมาพูดถึงในหนังของเขาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจุบันกับอดีต, โลกความจริงกับภาพมายา หรือแม้แต่ทัศนคติของผู้ชายกับผู้หญิง เช่นเดียวกับ Magic in the Moonlight ที่ได้นำ ‘วิทยาศาสตร์’ มาปะทะกับ ‘ไสยศาสตร์’ ซึ่งก็ถือเป็นไอเดียที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว เพียงแต่บทสรุปสุดท้ายมันดันตัดจบแบบกําปั้นทุบดินไปหน่อย (เริ่มต้นมาอย่างสวยแต่ตอนจบกลับจืดสนิท)

ทั้งนี้ ใช่ว่าหนังจะไม่มีเรื่องดีให้พูดถึงเลย เพราะหลาย ๆ องค์ประกอบนั้นคู่ควรแก่การชมเชยเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานภาพที่ถ่ายทอดชนบทฝรั่งเศสช่วงทศวรรษ 1920 ออกมาได้อย่างงดงาม โปรดักชั่นดีไซน์เก๋ ๆ หรือแม้แต่เพลงแจ๊สเพราะ ๆ ที่ทำหน้าที่ร้อยเรียงแต่ละฉากเข้าด้วยกัน องค์ประกอบเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้เราลืมข้อบกพร่องบางอย่างไปได้

Irrational Man (2015)

‘เอ๊บ’ ศาสตรจารย์สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กำลังเจอวิกฤติทางอารมณ์ ติดอยู่ในวังวน Existential Crisis รู้สึกว่าตัวเองสิ้นหวังและไร้ค่า มองไม่เห็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รู้จักกับ ‘จิลล์’ ลูกศิษย์สาวแสนสวยที่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป (อีกทั้งยังปลดเปลื้องด้านมืดในจิตใจ) เธอทำให้เขากลับมามีความมั่นใจและตั้งเป้าหมายอีกครั้ง เพียงแต่เป้าหมายที่ว่านี้มันดันกลายเป็นการฆ่าผู้บริสุทธิ์ (ที่เขาไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว) ด้วยแผนอันแยบยล

Irrational Man เป็นหนังตลกร้ายที่ผสมผสานเข้ากับสไตล์การดำเนินเรื่องแบบฟิล์มนัวร์ สร้างโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ สะท้อนความดำมืดในจิตใจมนุษย์ โดยที่เราในฐานะผู้สังเกตการณ์จะได้เห็นต้นตอความบิดเบี้ยวของตรรกะ รวมทั้งขอบเขตศีลธรรมที่ผิดแผกไปจากคนอื่น สามารถคิดแผนการและลงมือเพราะเชื่อว่าการกระทำของตัวเองสมเหตุสมผล (เขามันเลวฉะนั้นเขาสมควรตาย) ซึ่งว่ากันตามตรงก็ต้องบอกว่ามันไม่ใช่หนังที่ดูง่ายเท่าไหร่ โดยเฉพาะครึ่งแรกที่หยิบยกแนวคิดทางปรัชญามาตั้งคำถามและถกเถียงกัน ขอสารภาพตรงนี้เลยว่าบางอย่างก็ไม่เข้าใจจริงๆ

อย่างไรก็ตาม หากใครชื่นชอบหรือศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดทางปรัชญา หรือมีความสนใจในประเด็น Existential Crisis ก็น่าจะอินกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะหลาย ๆ ไดอะล็อกในเรื่องนั้นชวนให้เราตั้งคำถามต่อ และสามารถแตกแขนงไปได้อีกเยอะเลย นอกจากนี้การแสดงของวาคีน ฟีนิกซ์ กับเอ็มม่า สโตน ก็ค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียว เป็นอีกหนึ่งผลงานที่คู่ควรแก่การจดจำของทั้งคู่

Love and Death (1975)

ผลงานยุคแรก ๆ ที่ล้อเลียนเสียดสีวรรณกรรมรัสเซีย เล่าเหตุการณ์สมัยนโปเลียนยกทัพมารุกรานออสเตรีย (ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19) ‘บอริส’ ชายหนุ่มผู้รักความสงบ (และขี้ขลาด) ถูกบังคับให้เข้าร่วมกองทัพรัสเซียเพื่อส่งตัวไปรบแนวหน้า ขณะเดียวกัน ‘ซอนญา’ ลูกพี่ลูกน้องของบอริสที่เขาแอบปิ๊งมานานก็เพิ่งจะกลายเป็นหม้ายหลังสามีตายด้วยอุบัติเหตุ เมื่อสงครามยุติลง บอริสรอดตายและกลายมาเป็นวีรบุรุษของประเทศ เขารวบรวมความกล้าไปขอซอนญาแต่งงาน ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนกระทั่งได้ทราบข่าวว่านโปเลียนกำลังยกทัพมารัสเซีย บอริสก็เกิดสติแตกขึ้นมาอีกครั้ง

ความโดดเด่นของ Love and Death แบ่งออกเป็น 3 ส่วน อย่างแรกคือมุกตลกเสียดสีอันเป็นเอกลักษณ์ของ วู้ดดี้ อัลเลน ที่เสิร์ฟมาให้คนดูตลอดทั้งเรื่อง (ที่น่าสนใจคือแม้จะผ่านมานานกว่า 40 ปีแล้ว แต่เราก็ยังขำมุกเหล่านั้นอยู่) อย่างที่สองคือมันทำหน้าที่สะท้อนมุมมองที่เขามีต่อความรัก ความตาย และพระเจ้า ซึ่ง 3 ประเด็นนี้กลายเป็นซิกเนเจอร์นับแต่นั้นเป็นต้นมา และอย่างที่สามคือการอ้างถึงศิลปะหลากหลายแขนงที่ส่งอิทธิพลมาถึงตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นบทกวี วรรณกรรม หรือภาพยนตร์ โดยในเรื่องมีฉากที่เจ้าตัวตั้งใจคารวะผลงานของ ‘อิงมาร์ เบิร์กแมน’ (ผู้กำกับชั้นครูชาวสวีเดน) ด้วย

“คำถามคือผมเรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับชีวิต ผมคงบอกได้แค่มนุษย์แบ่งออกเป็นจิตใจกับร่างกาย จิตใจที่คอยโอบอุ้มปณิธานอันสูงส่งของเรา อาทิ บทกวี และปรัชญา ส่วนร่างกายล้วนมีแต่ความขบขัน ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ขมขื่น ถ้าเกิดพระเจ้ามีจริง ผมก็ไม่คิดว่าท่านชั่วร้ายนักหรอก เลวร้ายที่สุดที่เราสามารถเปรียบเปรยได้ก็คงเป็นคนล้มเหลวเท่านั้นแหละ 

คุณรู้ไหมว่าชีวิตมีสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย ถ้าคุณเคยใช้เวลาช่วงเย็นกับเซลล์ขายประกันก็น่าจะรู้ดีว่าผมหมายถึงอะไร ใจความสำคัญคืออย่าคิดว่าความตายคือจุดจบ แต่คิดซะว่ามันคือวิธีลดรายจ่ายที่มีประสิทธิภาพที่สุด ส่วนเรื่องความรักคุณก็คงรู้ดีอยู่แล้ว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเพศสัมพันธ์ที่เรานับ แต่เป็นเรื่องคุณภาพต่างหาก ในทางกลับกัน ถ้าหากปริมาณมันลดลงทุก ๆ แปดเดือน ผมก็จะหาสาเหตุมันอย่างแน่นอน”

Crimes and Misdemeanors (1989)

‘ยูดาห์ โรเซนธาล’ จักษุแพทย์ผู้ได้รับการนับหน้าถือตา กำลังโดนชู้รักของตัวเองแบล็คเมล์ ถูกขู่ว่าจะเปิดโปงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาให้ภรรยารับรู้ ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง ผู้กำกับสารคดีนาม ‘คลิฟฟ์ สเติร์น’ ดันไปหลงรักเพื่อนร่วมงานแบบหัวปักหัวปํา ทั้งที่เจ้าตัวก็มีครอบครัวอยู่แล้ว สองเหตุการณ์คู่ขนานที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย กลับมาบรรจบกันโดยมีประเด็นศีลธรรมเป็นตัวเชื่อม

ความเก่งกาจอย่างหนึ่งของ วู้ดดี้ อัลเลน คือสามารถนำธีมโศกนาฏกรรมมาล้อเข้ากับอารมณ์ขันได้อย่างลงตัว ผสมผสานจนเกิดเป็นผลงานที่มีลายเซ็นต์อันเป็นเอกลักษณ์ เช่นเดียวกับ Crimes and Misdemeanors ที่ว่าด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาย 2 คนหลังก่ออาชญากรรม พวกเขาทั้งคู่สับสน สำนึกผิด และเกิดความละอายใจ แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป คนหนึ่งสามารถก้าวข้ามตราบาปตัวเองได้ ในขณะที่อีกคนยังคงติดอยู่ในวังวน เฝ้ารอการถูกลงโทษ หนังนำเสนอความซับซ้อนของมนุษย์ ผ่านมุกตลกร้ายเสียดสีที่เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นพัก ๆ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราครุ่นคิดและเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้น นอกจากนี้หนังยังทิ้งคำถามปลายเปิดให้เราได้ทบทวนและหาคำตอบกันต่อด้วย

Crimes and Misdemeanors ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 1990 ถึง 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับ บทดั้งเดิม และนักแสดงสมทบชาย (มาร์ติน แลนเดา)

Manhattan Murder Mystery (1993)

‘แลรี่’ และ ‘แครอล’ คู่สามีภรรยาที่ดันเข้าไปพัวพันคดีฆาตกรรมเพื่อนบ้านเพราะความสอดรู้สอดเห็น จากจุดเริ่มต้นที่ทั้งสองสังหรณ์ใจว่าผู้ตายอาจถูกฆาตกรรมอำพราง (ทั้งที่ผลชันสูตรออกมาว่าเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ) จึงสวมบทบาทเป็นนักสืบ คอยเสาะหาเบาะแสด้วยตัวเอง ทั้งหลักฐานวัตถุในที่เกิดเหตุ และพยานที่เคยพูดคุยกับผู้ต้องสงสัย แต่แล้วเมื่อพวกเขาขุดคุ้ยลึกลงไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเจอความไม่ชอบมาพากลที่เชื่อมโยงกับคดีนี้ และดูเหมือนว่าเหตุจูงใจจะซับซ้อนเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรก

หนึ่งในผลงานที่จัดจ้านที่สุดของ วู้ดดี้ อัลเลน นำเอาพล็อตสืบสวนฆาตกรรมมาผสมผสานเข้ากับบรรยากาศเมืองแมนฮัตตันได้อย่างลงตัว โดยความพิเศษของหนังเรื่องนี้มี 2 อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือการกลับมาร่วมงานกับ ‘ไดแอน คีตัน’ อีกครั้งในรอบ 7 ปี ซึ่งก็ต้องบอกว่าเธอมีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาสนุก และเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ส่วนอย่างที่ 2 คือบรรดาป๊อปคัลเจอร์ และองค์ประกอบจากฟิล์มนัวร์เรื่องดังที่ถูกหยิบยกมาใช้ โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ซึ่งคอหนังคลาสสิคคงจะทราบดีว่า จำลองมาจากฉากห้องกระจกใน The Lady of Shanghai ของออร์สัน เวลส์

อย่างไรก็ดี แม้ธีมหลักของ Manhattan Murder Mystery จะเป็นสืบสวน แต่หนังก็ได้สอดแทรกประเด็นความสัมพันธ์เข้าไปด้วย เมื่อความรักระหว่างคนวัยทองสองคนดำเนินมาถึงจุดอิ่มตัว พวกเขาจึงพยายามหาอะไรใหม่ ๆ ทำร่วมกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้หวานชื่นเหมือนเดิม อีกทั้งยังย้ำเตือนด้วยว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนแก่ไร้ประโยชน์ ดังเช่นประโยคที่แครอลพูดกับสามีช่วงกลางเรื่อง “เรามีเวลาจะทำตัวคร่ำครึถมถืด สำหรับฉันมันเป็นการผจญภัยที่ตื่นเต้นที่สุด มันเหมือนจู่ ๆ ก็มีเรื่องสนุกเข้ามา จากชีวิตประจำวันอันน่าเบื่อ แล้วเราก็ได้มาอยู่ที่นี่ ได้เจอเรื่องลึกลับจริง ๆ ซะที”

Vicky Cristina Barcelona (2008)

‘วิคกี้’ และ ‘คริสติน่า’ สองเพื่อนรักที่มีนิสัยแตกต่างกันสุดขั้ว วิคกี้เป็นนักศึกษาปริญญาโทที่มีความสุขในเซฟโซนตัวเอง เธอกำลังจะแต่งงานกับคู่หมั้นที่คบหามานาน ขณะที่คริสติน่าเป็นผู้กำกับมือสมัครเล่น เธอรักความท้าทาย กล้าได้กล้าเสีย และไม่ผูกมัดตัวเองกับใคร ทั้งสองเดินทางไปพักร้อนยังบาร์เซโลน่าด้วยกัน หวังจะดื่มด่ำบรรยากาศเมืองศิลปะแห่งนี้ คืนหนึ่งพวกเธอได้พบกับ ‘ฮวน อันโตนิโอ’ จิตกรหนุ่มชาวสเปน ผู้เข้ามาเติมเต็มความต้องการให้กับทั้งคู่ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสองหญิงหนึ่งชายก็ได้ก่อตัวขึ้น แต่แล้วเหตุการณ์ก็ตะเลิดมากขึ้นไปอีก เมื่อจู่ ๆ ‘มาเรีย เอเลนา’ อดีตภรรยาของฮวน อันโตนิโอ ดันกลับมาขอคืนดีกับเขา ทำให้ทุกอย่างยุ่งเหยิงไปหมด

ผลงานลำดับที่ 4 ที่ วู้ดดี้ อัลเลน ย้ายโลเคชั่นไปถ่ายทำถึงยุโรป ไม่ได้มีแบล็คกราวเป็นมหานครนิวยอร์ก และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวละครทั้งสองมีสถานะเป็นเพียง ‘นักท่องเที่ยว’ ไม่ใช่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนั้นจริง ๆ (เช่นเดียวกับ Midnight in Paris และ To Rome with Love ในเวลาต่อมา) ความน่าสนใจของ Vicky Cristina Barcelona คือการสำรวจ ‘ความปรารถนาที่แท้จริง’ ของทั้งสองตัวละคร คนหนึ่งเคยใช้ชีวิตตามครรลอง ยึดมั่นในศีลธรรม ส่วนอีกคนรักความสนุก ไม่ผูดมัด ไม่หึงหวง แต่แล้วเมื่อหน้าร้อนที่บาร์เซโลน่าผ่านพ้น ก็ทำให้ทั้งคู่ต้องกลับมาทบทวนตัวเองดูใหม่ นอกจากนี้มันยังพูดถึง ‘การถูกเติมเต็ม’ ในแง่ความสัมพันธ์อีกด้วย บางคนอยากได้ความหวือหวาแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ บางคนต้องการรักที่โลดโผนตลอดเวลา หรือบางคนที่มีหน้าที่เติมเต็มช่องว่างให้คนอื่น

Vicky Cristina Barcelona ชนะรางวัลหนังยอดเยี่ยม (คอมเมดี้ / มิวสิคัล) จากเวทีลูกโลกทองคำปี 2009 พ่วงด้วยการคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิง (เพเนโลเป้ ครูซ) ในปีเดียวกัน

Blue Jasmine (2013)

ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบทละครเวที A Streetcar Named Desire โดยเทนเนสซี วิลเลียมส์ เล่าถึง ‘จัสมิน’ สาวสังคมชาวนิวยอร์กที่ชีวิตพังทลาย ถูกฟ้องร้องจนสิ้นเนื้อประดาตัว ทำให้ต้องดั้นด้นมาขอความช่วยเหลือจากน้องสาวยังซานฟรานซิสโก ชีวิตของเธอพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่เคยมีไลฟ์สไตล์อู้ฟู่ มีหน้ามีตาในสังคม มีเพื่อนพ้องรายล้อม แต่ตอนนี้กลับต้องมาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์รูหนู เฝ้าฝันว่าสักวันจะได้กลับไปอยู่ในจุดเดิมอีกครั้ง

หนังตัดสลับไปมาระหว่างสองช่วงเวลา (นิวยอร์ก และซานฟรานซิสโก) เผยให้เราเห็นวิถีชีวิตของจัสมินซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยยกระดับหนังเรื่องนี้คือการแสดงอันทรงพลังของเคท แบลนเชตต์ เธอทำให้เรารู้สึกสงสารจัสมินที่ยังจมอยู่กับอดีต แต่ขณะเดียวกันเมื่อได้เห็นพฤติกรรมที่ผ่านมามันก็อดสมเพชไม่ได้จริงๆ

Blue Jasmine ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2014 ถึง 3 สาขา ได้แก่ นักแสดงนำหญิง (เคท แบลนเชตต์) นักแสดงสมทบหญิง (แซลลี ฮอว์กินส์) และบทดั้งเดิม โดยสามารถคว้ากลับมาได้หนึ่งรางวัลในสาขานำหญิง นับเป็นนักแสดงคนที่ 6 ที่คว้าออสการ์จากหนัง วู้ดดี้ อัลเลน ต่อจาก ไดแอน คีตัน (Annie Hall) ไมเคิล เคน (Hannah and Her Sisters) ไดแอน ไวสต์ (Hannah and Her Sisters, Bullets Over Broadway) มิร่า ซอวิโน่ (Mighty Aphrodite) และเพเนโลเป้ ครูซ (Vicky Cristina Barcelona)

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *