fbpx
List

เฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ กับ 10 หนัง LGBTQ

June 1, 2019 4 min read
kunanon

author:

เฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ กับ 10 หนัง LGBTQ

Reading Time: 4 minutes

เฉลิมฉลอง Pride Month เดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ ด้วย 10 หนังที่นำเสนอเรื่องราวของกลุ่ม LGBTQ

ไม่ว่าจะเป็นหนังอินดี้ที่ถ่ายทำด้วย iPhone 5s ชีวประวัติของนักการเมืองที่เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ รวมถึงหนังของคนผิวสีที่คว้ารางวัลสูงสุดจากเวทีออสการ์

Tangerine (2015)

Tangerine คือผลงานลำดับที่ 5 ของฌอน เบเกอร์ เล่าเรื่องราว ‘ซินดี้’ สาวประเภทสองที่เพิ่งออกจากคุกในวันคริสมาสต์อีฟ ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาสู่อิสรภาพเธอก็ตรงไปหา ‘อเล็กซานดร้า’ เพื่อนรักของเธอเพื่อเม้าท์มอยอัพเดทเหตุการณ์ต่าง ๆ (ในช่วงที่เธอไม่อยู่) ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่นด้วยดีจนกระทั่งอเล็กซานดร้าหลุดปากออกมาว่า ‘เชสเตอร์’ แมงดาหนุ่มผู้เป็นคนรักของซินดี้นอกใจเธอไปนอนกับสาวขายบริการ หลังจากนั้นการตามล่ามือที่สามก็ได้เริ่มต้นขึ้น

แม้เบื้องหน้า Tangerine จะเป็นหนังตลกที่บรรดานักแสดงเอาแต่แผดเสียงใส่กัน แต่ความจริงแล้วหนังนำเสนอประเด็นที่ค่อนข้างหนักอึ้งอยู่พอสมควร อย่างเรื่อง ‘การดิ้นรนของเพศที่สามในลอสแอนเจลิส’ พวกเธอยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดแบบวันต่อวัน ทั้งขายบริการแลกกับเศษเงิน แอบใช้บริการขนส่งสาธารณะฟรี และฉลองวันสำคัญด้วยโดนัทราคาถูก รวมถึงประเด็น ‘คนชายขอบ’ ซึ่งหนังได้ใส่ตัวละครพลเมืองชั้นสองเข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์เมืองที่แสนวุ่นวายแห่งนี้

Tangerine เปิดตัวที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ปี 2015 โดยผู้กำกับหนุ่มได้เผยถึงรายละเอียดเบื้องหลังว่า เขาถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยกล้อง iPhone 5s เพียง 3 เครื่อง พร้อมกับเลนส์ Anamorphic อุปกรณ์ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ และแอปพลิเคชันราคา 250 บาทเท่านั้น ทั้งนี้ ผลตอบรับจากนักวิจารณ์นั้นเป็นไปในทิศทางบวก หนังถูกเลือกให้ติดท็อปลิสต์ยอดเยี่ยมประจำปีจากหลายสำนัก อาทิ Rolling Stone, IndieWire, Vanity Fair และ The Guardian นอกจากนี้สถาบันภาพยนตร์อังกฤษ (BFI) ยังเลือกให้ Tangerine เป็นหนึ่งใน 30 หนัง LGBTQ ยอดเยี่ยมตลอดกาลอีกด้วย

Milk (2008)

ผลงานของผู้กำกับกัส แวน แซงต์ นำเสนอชีวประวัติของ ‘ฮาร์วีย์ มิลก์’ นักการเมืองคนแรกของอเมริกาที่เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เขาย้ายมาตั้งถิ่นฐานทำธุรกิจอยู่ในซานฟรานซิสโก จัดตั้งกลุ่มเรียกร้องความเสมอภาคให้ชาว LGBTQ พยายามลงสมัครชิงตำแหน่งทางการเมืองหลายครั้ง จนมาถึงวาระสุดท้ายของชีวิตที่ถูก ‘แดน ไวท์’ คู่แข่งทางการเมือง (ซึ่งเกลียดเกย์) ยิงในระยะเผาขน

การตายของ ฮาร์วีย์ มิลก์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้ชาวอเมริกันหันมาตื่นตัวเรื่อง ‘ความหลากหลายทางเพศ’ กันอย่างจริงจัง ผู้คนมากมายทั่วซานฟรานซิสโกเริ่มลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ (และบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิด) จนนำมาซึ่งการจราจลครั้งใหญ่ที่เรียกว่า White Night Riots นอกจากนี้ แม้เจ้าตัวจะเสียชีวิตไปกว่า 40 ปี แต่ ฮาร์วีย์ มิลก์ ก็ยังคงเป็นไอค่อนด้านการต่อสู้เพื่อกลุ่ม LGBTQ มาจนถึงปัจจุบัน

Milk มีชื่อเข้าชิงออสการ์ ปี 2009 มากถึง 8 สาขา และคว้ากลับมาได้ 2 รางวัล ได้แก่ บทดั้งเดิม และนักแสดงนำชาย (ฌอน เพนน์) อนึ่ง โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์หนังชื่อดังผู้ล่วงลับได้ให้ความเห็นว่า สำหรับเขาแล้ว Milk สมควรเป็นผู้ชนะรางวัลหนังยอดเยี่ยม เมื่อเทียบกับบรรดานอมินีเรื่องอื่น ๆ (ปีนั้นรางวัลตกเป็นของ Slumdog Millionaire)

The Miseducation of Cameron Post (2018)

หนังเจ้าของรางวัล Grand Jury Prize จากเทศกาลหนังซันแดนซ์ ปี 2018 โดยผู้กำกับดีไซรี แอคฮาวาน ดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของเอมิลี่ เอ็ม. แดนฟอร์ธ พาผู้ชมไปสำรวจชีวิตและความคิดของ ‘คาเมรอน’ เด็กสาวที่ถูกผู้ปกครองส่งตัวไปยัง ‘ศูนย์บำบัดเกย์’ เพราะคิดว่าเธอมีความผิดปกติและจะต้องได้รับการรักษา ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่เลย คาเมรอนรู้ตัวดีว่าเธอเป็นเกย์ รู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดปกติ (ไม่ว่าจะด้านจิตใจหรือฮอร์โมน) แต่เป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง

การใช้ชีวิตที่ศูนย์บำบัดเต็มไปด้วยความยากลำบาก และข้อสงสัยที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน พวกเขา (เจ้าหน้าที่) คิดว่าอาการดึงดูดเพศเดียวกันคือบททดสอบจากพระเจ้า และคนที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ก็จะมีบาปติดตัวตลอดชีวิต ฉะนั้นการรักษาจึงมีสารพัดวิธีที่ทำให้ผู้ป่วย (ในความคิดของพวกเขา) หายจากอาการดังกล่าว ไล่ระดับจากไม้อ่อนอย่างการพูดคุยถกเถียง ไปจนถึงไม้แข็งอย่างการใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ

The Miseducation of Cameron Post นั้นดำดิ่งเกินกว่าหนัง Coming-of-Age เรื่องอื่น ๆ ทั่วไป ด้วยการพาผู้ชมไปสำรวจศรัทธาที่มีต่อตัวเองและพระเจ้า หนังทิ้งคำถามปลายเปิดให้เราได้กลับมาคิดต่อหลายข้อ อาทิ บาปของผู้ที่เกิดมาเป็น LGBTQ หรือความรักที่พระเจ้ามอบให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

Moonlight (2016)

หนังเจ้าของรางวัลหนังยอดเยี่ยม จากเวทีออสการ์ ปี 2017 ดัดแปลงจากบทละครเวที (ที่ไม่ได้สร้าง) ในชื่อ In Moonlight Black Boys Look Blue กำกับโดยแบร์รี เจนกินส์ ผู้กำกับผิวสีวัยเพียง 37 ปีในขณะนั้น นำเสนอเรื่องราวของ ‘ไชรอน’ หนุ่มเกย์ผิวสีที่เกิดและโตมาในย่านเสื่อมโทรมของไมอามี่ ผ่าน 3 ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ หนังเชื้อเชิญให้เราร่วมเป็นสักขีพยานในการเติบโตของเขา ซึบซับสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิด ซึ่งหล่อหลอมให้เขากลายมาเป็นตัวเองในทุกวันนี้ (ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรง ความรักที่ไม่เคยได้รับจากแม่ผู้ให้กำเนิด หรือแม้แต่ความสับสนและการต่อต้านเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์)

หนังมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 8 สาขา และสามารถคว้ากลับมาได้ 3 รางวัล ได้แก่ นักแสดงสมทบชาย (มาเฮอร์ชาลา อาลี) บทดัดแปลง รวมถึงหนังยอดเยี่ยม ซึ่งตัดหน้า La La Land ที่เป็นตัวเกร็งในปีนั้น

Call Me by Your Name (2017)

หนัง Coming-of-Age ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของอันเดร อะซีแมน กำกับโดยลูก้า กัวดาญิโน ผู้กำกับชาวอิตาเลียน นำเสนอเรื่องราวความรักระหว่าง ‘เอลิโอ’ เด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในเขตชนบททางตอนเหนือของอิตาลี กับ ‘โอลิเวอร์’ ชายชาวอเมริกันที่มาพำนักอยู่บ้านของพวกเขาในช่วงหน้าร้อน (เพื่อทำงานร่วมกับพ่อของเอลิโอ) หนังเล่าถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่ค่อย ๆ เบ่งบาน แปรผันตามวันที่บนปฏิทินซึ่งล่วงเลยไปอย่างเชื่องช้า จากคนรู้จักกลายมาเป็นเพื่อนสนิท จนท้ายสุดท้ายลงเอยด้วยความรักต้องห้าม

Call Me by Your Name เปิดตัวที่เทศกาลหนังซันแดนซ์ ปี 2017 และหลังจากนั้นก็ไล่กวาดรางวัลจากเวทีต่าง ๆ ตามมามากมาย โดยหนึ่งสถิติที่ฝากไว้กับเทศกาลหนังนิวยอร์ก (NYFF) คือเป็นหนังที่ได้รับการยืนปรบมือให้เกียรติจากผู้ชม (Standing Ovation) นานกว่า 10 นาที ซึ่งถือเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดของเทศกาลดังกล่าว ทั้งนี้ บนเวทีออสการ์ 2018 หนังมีชื่อเข้าชิง 4 สาขา และคว้ากลับมาได้ 1 รางวัล ในสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยม

Carol (2015)

ผลงานของผู้กำกับท็อดด์ เฮย์เนส ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อ The Price of Salt โดยแพทริเซีย ไฮสมิธ นักเขียนหญิงผู้ล่วงลับ เล่าเรื่องราวรักต้องห้ามระหว่างหญิงสาวต่างวัยสองคน โดยมีแบล็คกราวเป็นอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 1950 ‘เทริส’ ช่างภาพสมัครเล่นผู้ทำงานเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ได้พบกับ ‘แครอล’ สาวใหญ่วัยกลางคนที่มาเลือกซื้อของขวัญที่ห้างแห่งนั้น ทั้งสองดึงดูดกันและกันตั้งแต่ครั้งแรกพบเจอ และหลังจากนั้นเพียงไม่นานความสัมพันธ์แบบรักใคร่ก็ได้ก่อตัวขึ้น ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ที่พวกเธอต้องเผชิญคือสถานะของแครอล (เธอมีครอบครัวอยู่แล้ว) นอกจากนี้สังคมในสมัยนั้นก็ยังไม่เปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศเหมือนอย่างปัจจุบัน

Carol คว้า 2 รางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2015 (Queer Palm และนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม รูนีย์ มาร่า) จากนั้นอีกครึ่งปีต่อมาก็ถูกเสนอชื่อเป็นนอมินีออสการ์ถึง 6 สาขา น่าเสียดายที่สุดท้ายหนังชวดทุกรางวัลที่มีชื่อเข้าชิง แม้แต่สาขานักแสดงนำหญิงที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าคงไม่หลุดมือเคต แบลนเชตต์ ไปแน่ๆ

The Normal Heart (2014)

หนังออกฉายทางทีวีโดย HBO พูดถึงการแพร่ระบาดอย่างหนักของโรคเอดส์ในอเมริกา ซึ่งอ้างอิงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 จากจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  ผลกระทบทั้งหมดจึงมาลงเอยกับกลุ่มเกย์ (ซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับในสมัยนั้น) พวกเขาถูกมองว่าเป็นต้นตอที่ทำให้เชื้อร้ายแพร่ระบาด อย่างไรก็ดี เพื่อเรียกร้อง ‘สิทธิความเท่าเทียมของเพศทางเลือก’ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในยุคที่ผู้คนยังไม่รู้ กลุ่มเกย์ซึ่งนำโดยนักเขียนนาม ‘เน็ด วีคส์’ จึงลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยวิธีการของพวกเขา

The Normal Heart กำกับโดยไรอัน เมอร์ฟี นำแสดงโดยนักแสดงมากความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นมาร์ก รัฟฟาโล, จูเลีย โรเบิตส์, แมตต์ โบเมอร์ และจิม พาร์สันส์ หนังคว้ารางวัลภาพยนตร์โทรทัศน์ยอดเยี่ยมจากเวทีเอ็มมีอวอร์ดส ปี 2014 ก่อนที่แมตต์ โบเมอร์ จะก้าวไปคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชาย (จากซีรีย์ มินิซีรีย์ หรือภาพยนตร์โทรทัศน์) จากเวทีลูกโลกทองคำในเวลาต่อมา

Pride (2014)

หนังฟีลกู๊ดสร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสหราชอาณาจักรปี 1984 เกี่ยวกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาว LGBTQ ในนาม LGSM หรือ Lesbians and Gays Support the Miners ซึ่งออกโรงเรี่ยไรเงินบริจาค เพื่อสนับสนุนคนงานเหมืองที่นัดหยุดงานประท้วงรัฐบาล (สมัยมาร์กาเรต แทตเชอร์) โดยเหตุผลที่ทำให้ LGSM ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้ร่วมสถานะ ‘ตกที่นั่งลำบาก’ เท่านั้น แต่พวกเขายังต้องการทำลายกำแพง ให้ผู้คนเปิดใจยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นด้วย

ผลงานของแมทธิว วอร์คัส ผู้กำกับที่ข้ามฟากมาจากสายละครเวที นำแสดงโดยนักแสดงชื่อดังแห่งเกาะอังกฤษ อาทิ โจเซฟ กิลกัน, จอร์จ แม็คเคย์, อิเมลด้า สทอนตัน และบิลล์ ไนก์ หนังประสบความสำเร็จในประเทศ คว้ารางวัลสูงสุดจากเวที บริติช อินดิเพนเดนต์ ฟิล์ม ปี 2014 หลังจากนั้นบินข้ามน้ำไปคว้ารางวัล Queer Palm จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในนอมินีหนังยอดเยี่ยม (ฝั่งตลกหรือมิวสิคัล) จากเวทีลูกโลกทองคำ ปี 2015

The Kids Are All Right (2010)

ผลงานลำดับที่ 4 ของผู้กำกับหญิงลิซ่า โชโลเดนโก้ พูดถึงคู่รักเลสเบี้ยนที่ครองรักร่วมกันอย่างมีความสุขมาหลายปี ทั้งสองมีลูกซึ่งเกิดจากการผสมเทียมด้วยกัน 2 คน ซึ่งแม้สถานะและบริบทบางอย่างจะทำให้พวกเขาแตกต่างจากครอบครัวอื่นอยู่บ้าง แต่ทั้ง 4 สมาชิกก็ยังใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความราบรื่นมาโดยตลอด จนวันหนึ่ง ลูก ๆ เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับชายผู้เป็นเจ้าของน้ำเชื้อ (ผู้มีสถานะ ‘พ่อ’ ในทางพันธุกรรม) หลังจากนั้นเรื่องราวมากมายจึงได้เกิดขึ้นตามมา ความน่าสนใจของ The Kids Are All Right คือนำเสนอความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป (ทั้งความสัมพันธ์ของแม่ลูก และคนรัก) โดยมี ‘ผู้ชาย’ เข้ามาเป็นปัจจัย พวกเธอเคยคิดว่าโอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ กระทั่งเริ่มตระหนักว่าความรู้สึกและการกระทำบางอย่างนั้นไม่สามารถทดแทนกันได้ ถือเป็นบททดสอบที่ผ่านมาเพื่อสั่นคลอนความสัมพันธ์ในครอบครัว

นำแสดงโดย 3 ซูเปอร์สตาร์ดังแห่งฮอลลีวูด ได้แก่ จูเลียน มัวร์, แอนเน็ต เบ็นนิ่ง และมาร์ก รัฟฟาโล ร่วมด้วยสองนักแสดงดาวรุ่ง (ในตอนนั้น) อย่าง มีอา วาซิโควสกา และจอช ฮัทเชอร์สัน หนังมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ปี 2011 ถึง 4 สาขา ได้แก่ นักแสดงนำหญิง นักแสดงสมทบชาย บทดั้งเดิม และหนังยอดเยี่ยม

A Fantastic Woman (2017)

อีกหนึ่งผลงาน LGBTQ ของผู้กำกับเซบาสเตียน เลลิโอ ที่พาผู้ชมไปทำความรู้จักกับ ‘มารีนา’ หญิงข้ามเพศผู้เป็นนักร้องมากพรสวรรค์ โดยหลังจากที่เธอสูญเสีย ‘ออร์แลนโด’ ชายคนรักต่างวัยไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เธอก็ต้องเผชิญหน้ากับความเกลียดชังจากครอบครัวฝ่ายชาย การถูกหยามเหยียดด้วยเพศสภาพที่แตกต่าง อีกทั้งอคติมากมายที่ยังคงอยู่คู่สังคมชิลี (และประเทศแถบลาตินอเมริกา) มาจนปัจจุบัน หนังพาเราไปสำรวจตัวตนที่แท้จริงของมารีนา ผ่านการฝ่าฟันอุปสรรคที่แสนเจ็บปวดและอ้างว้าง รวมถึงการพิสูจน์ตัวเองว่าหญิงข้ามเพศก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมคนอื่น

A Fantastic Woman คว้ารางวัลออสการ์ ปี 2018 ในสาขาหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม นับเป็นหนังชิลีเรื่องแรกที่ได้รางวัลนี้

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *