Feature

10 เรื่องเบื้องหลังน่าสนใจของ Schindler’s List

May 22, 2020 < 1 min read
kunanon

author:

10 เรื่องเบื้องหลังน่าสนใจของ Schindler’s List

Reading Time: < 1 minute

รวมเบื้องหลังที่น่าสนใจของ Schindler’s List ผลงานของผู้กำกับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ทรงคุณค่าตลอดกาล อาทิ การทาบทาม โรมัน โปลันสกี้ ให้มารับช่วงต่อ การจัดหาชุดเสื้อผ้าจำนวนมากแก่นักแสดงตัวประกอบ และต้นกำเนิดที่มาของเด็กสาวชุดแดง

• เดิมที สตีเว่น สปีลเบิร์ก จะไม่กำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เขาทาบทามไปยัง โรมัน โปลันสกี้ ผู้กำกับชาวโปแลนด์ แต่กลับถูกโปลันสกี้ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่ามันค่อนข้างส่วนตัวเกินไป เพราะตัวเขาเองก็เคยอาศัยอยู่ในเมืองคราเคา (Kraków) จนกระทั่งหนีออกมาได้ตอนอายุ 8 ขวบ และภายหลังแม่ของเขาก็เสียชีวิตอยู่ในค่ายเอาชวิตซ์ (Auschwitz) ด้วย ซึ่งพอสปีลเบิร์กได้ยินดังนั้นก็พยายามขอโทษขอโพยที่ไปรื้อฟื้นความทรงจำอันน่าเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม ภายหลังโรมัน โปลันสกี้ ก็ได้ทำ The Pianist หนังที่นำเสนอชีวิตชาวยิวช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกมาเหมือนกัน

• บรรยากาศขณะถ่ายทำเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหดหู่ ถึงขนาดว่า สตีเว่น สปีลเบิร์ก ต้องโทรทางไกลไปหา โรบิน วิลเลี่ยม (เพื่อนของเขา) เพื่อขอร้องให้ช่วยเล่าเรื่องตลกให้ฟังหน่อย ภายหลังมุกตลกที่พวกเขาคุยกันผ่านโทรศัพท์ในวันนั้น ถูกพัฒนาจนกลายมาเป็นไดอะล็อกของ ‘จินนี่’ เจ้ายักษ์สีฟ้าในตะเกียงทองเหลือง จากแอนิเมชั่นเรื่อง Aladdin ซึ่ง โรบิน วิลเลี่ยม ให้เสียงพากย์เป็นตัวละครดังกล่าว

• อันที่จริงสปีลเบิร์กได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำในค่ายเอาชวิตซ์ (สถานที่จริง) แต่เจ้าตัวปฏิเสธเพราะต้องการแสดงความเคารพต่อเหยื่อสงครามและผู้สูญเสีย เขาเลือกใช้วิธีเซ็ทฉากขึ้นมาใหม่ที่อีกฟากหนึ่งของประตู ซึ่งมันก็เปรียบได้กับภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์

• ขณะที่ถ่ายทำกันอยู่นั้น ทีมงานได้เชิญ ‘มีล่า เปฟเฟอร์เบิร์ก (Mila Pfefferberg)’ ผู้รอดชีวิตตัวจริงจากค่ายกักกันมาเยี่ยมกองถ่าย พวกเขาแนะนำเธอให้รู้จักกับเรล์ฟ ไฟนส์ นักแสดงผู้รับบทเป็น ‘อาม็อน เกิท (Amon Göth)’ และทันทีที่เธอรู้คนชายตรงหน้าคือคนที่รับบทเป็นนายทหารนาซีเลือดเย็น ก็เกิดอาการตัวสั่นเทา เพราะนึกถึงความโหดร้ายที่เขาเคยกระทำไว้

• เรล์ฟ ไฟนส์ ต้องเพิ่มน้ำหนักตัวเองกว่า 28 ปอนด์ หรือราวๆ 13 กิโลกรัม เพื่อรับบทเป็นอาม็อน เกิท โดยวิธีการที่เขาเลือกใช้คือดื่มเบียร์ดำกินเนสส์แทนน้ำเปล่า

• สปีลเบิร์กเคยตั้งใจจะให้บรรดานักแสดงพูดภาษาโปแลนด์กับเยอรมันตามบทบาทที่แต่ละคนได้รับ แต่ติดปัญหาตรงที่เขาไม่สามารถประเมินการแสดงด้วยภาษาที่ไม่คุ้นเคยได้ สุดท้ายจึงให้ตัวละครพูดอังกฤษตามเดิม

• เนื่องจากต้องจัดหาเสื้อผ้ากว่า 20,000 ชุดสำหรับนักแสดงตัวประกอบ ทางทีมคอสตูมจึงออกโฆษณารับซื้อเสื้อผ้าเก่าสมัยสงครามโลกจากชาวโปแลนด์ และด้วยความที่สภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นไม่ค่อยดี จึงทำให้มีชาวบ้านนำเสื้อผ้าสมัยทศวรรษ 1930 – 40 ที่ตนเป็นเจ้าของ ออกมาขายกันอย่างล้นหลาม

• ไอเดียเรื่อง ‘เด็กสาวชุดแดง’ มาจาก ออเดรย์ เฮปเบิร์น นักแสดงที่เคยร่วมงานกับเขาใน Always (ผลงานเรื่องสุดท้ายของเธอ) เธอเล่าให้สปีลเบิร์กฟังว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอเคยเห็นเด็กสาวในชุดลักษณะเดียวกันนี้ ถูกลำเลียงขึ้นรถไฟไปยังค่ายกักกัน มันเป็นความทรงจำที่เธอไม่มีวันลืม เช่นเดียวกับสปีลเบิร์ก หลังจากที่เขาได้ฟังเรื่องดังกล่าวก็เก็บมาคิดถึงตลอด กระทั่งเวลาผ่านไปเขาจึงนำเอาความทรงจำนี้มาใส่ลงใน Schindler’s List

• หลังจากที่สปีลเบิร์กตัดดราฟแรกเสร็จ เขาก็นำมันไปให้ จอห์น วิลเลี่ยม ดู เพื่อขอให้เขาช่วยประพันธ์เพลงประกอบสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าพอดูจบ จอห์นกลับออกอาการกระสับกระส่าย เขาพยายามรวบรวมสติอยู่สักพักแล้วจึงบอกสปีลเบิร์กไปว่า “หนังเรื่องนี้สมควรได้คอมโพสเซอร์ที่เก่งกว่าผม” สปีลเบิร์กเมื่อได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไป “ผมรู้ แต่พวกเขาดันตายไปหมดแล้วนี่สิ”

• ชายที่นำดอกกุหลาบมาวางบนหลุมศพ ออสการ์ ชินด์เลอร์ ตอนท้ายเรื่อง คือ เลียม นีสัน ไม่ใช่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก อย่างที่หลายคนคิด

อ้างอิง
www.imdb.com

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *