Feature Best of the Year

30 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2019

January 10, 2020 6 min read
kunanon

author:

30 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2019

Reading Time: 6 minutes

จากหนังแอ็คชั่นชีวประวัติ ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกปาฏิหาริย์เลอม็อง 66 ถึงผลงานดราม่าเรื่องล่าสุดของ โนอาห์ บอมบาค …

30. Ford v Ferrari

สร้างจากเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ในการแข่งขันเลอม็อง เมื่อปี 1966 เมื่อ ‘ฟอร์ด’ ค่ายรถสัญชาติอเมริกัน สามารถเบียดเอาชนะ ‘เฟอร์รารี่’ (แชมป์เก่าหลายสมัย) ได้เหนือความคาดหมาย

หนังตอบโจทย์ในแง่ความบันเทิง (ฉากแอ็คชั่นบนสนามแข่งทำออกมาได้ดุเดือดมาก) อีกทั้งความสัมพันธ์แบบโบรแมนซ์ระหว่าง คริสเตียน เบล กับแมต เดมอน ก็ถือว่าเข้าท่าอยู่ แต่ที่น่าเสียดายคือหลาย ๆ ประเด็นที่เปิดช่องไว้ดันไม่ได้ขยี้ต่อจนสุด อย่างเรื่องการแทรกแทรงจากบริษัทต้นสังกัด หรือบริบทพ่อ (ไอดอล) ของ เคน ไมล์ส สุดท้ายมันเลยกลายเป็นหนังชีวประวัติที่ดูสนุกแต่ผิวเผินไปหน่อย

29. A Beautiful Day in the Neighborhood

เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง เฟรด โรเจอร์ส พิธีกรรายการทีวีชื่อดัง (ผู้เป็นพ่อพระในสายตาคนอเมริกัน) กับนักเขียนหนุ่มไร้หัวใจที่ยังเจ็บปวดกับบาดแผลในอดีต หนังมาพร้อมเมสเสจที่ว่า ‘เราทุกคนล้วนไม่สมบูรณ์แบบ’ ไม่ว่าใครก็ต่างมีอดีตที่ไม่อยากจดจำด้วยกันทั้งนั้น

ความเจ็บปวดที่ติดตัวมาล้วนเกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง คนอื่นทำร้ายเราได้แค่เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น มีแต่ตัวเรานี่แหละที่เก็บมันมาบั่นทอนจิตใจ และไม่ว่ายังไงบาดแผลก็จะคงอยู่ไปตลอด ฉะนั้นจึงอยู่ที่เราว่าจะเครียดแค้น จำฝังใจจนตาย หรือปล่อยวางแล้วให้อภัยกับมัน

โดยรวมคือเป็นหนังฟีลกู๊ดดูเพลินที่ไม่ได้แย่อะไร แต่ก็ไม่ได้ดีมากมายเช่นกัน

28. Ready or Not

ที่สุดของความเซอร์ต้องยกให้หนังเรื่องนี้ พล็อตเรื่องไม่มีอะไรเลย (ส่วนสาระยิ่งไม่ต้องถามหา) เมื่อเจ้าสาวป้ายแดงต้องเข้าร่วมเล่นเกมสยองของตระกูลฝ่ายชาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเธอได้ผ่านการคัดเลือกจากพวกเขาแล้ว ง่าย ๆ แค่นี้เลย แต่เพี้ยนมาก ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง ทั้งการกระทำของตัวละคร ทั้งบทสรุป องค์ประกอบทุกอย่างคล้ายหนังเกรดบีทุนต่ำที่ดันทำออกมาได้สนุกเกินคาด อีกทั้งมุกตลกร้ายสารพัดที่จิกกัด-ล้อเลียน ‘ตระกูลผู้ดี’ ก็ค่อนข้างแสบสันทีเดียว

27. Spider-Man: Into the Spider-Verse

โซนี่หยิบเอาคอนเซ็ป ‘ใคร ๆ ก็เป็นสไปเดอร์แมนได้’ มาตีความใหม่ ใส่ความหลากหลายลงไป ทั้งด้านเชื้อชาติและเพศสภาพ (ไม่ว่าจะเป็นเด็กหนุ่มผิวสีเชื้อสายลาติน เด็กสาวชาวญี่ปุ่น หรือแม้แต่หมู) จนกลายเป็นงานแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

นอกจากนี้หนังยังได้ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า หาก ‘ใคร ๆ’ คนนั้นไม่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงล่ะ เขาจะรู้ได้ไงว่าตัวเองสมควรได้รับโอกาสนั้นจริง ๆ หากผู้ถูกเลือกไม่อยากแบกรับภาระของซูเปอร์ฮีโร่ จะมีทางไหนบ้างที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เขา ประเด็นเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ Spider-Man: Into the Spider-Verse ก้าวข้ามความเป็นแอนิเมชั่นดาษดื่น สู่การเป็นหนัง Coming-of-age ที่ดีมาก ๆ อีกเรื่องของปี

26. At Eternity’s Gate

“บางทีพระเจ้าอาจต้องการให้ผมเป็นจิตรกรเพื่อคนที่ยังไม่ได้เกิดมา มันถูกกล่าวไว้ว่า ชีวิตคือการหว่านเมล็ด และการเก็บเกี่ยวก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้”

หนังชีวประวัติที่นำเสนอช่วงเวลาสำคัญ (และทุกข์ทรมานที่สุด) ของ วินเซนต์ แวนโก๊ะ จิตรกรเอกของโลกชาวดัตช์ ช่วงเวลาที่เขาเข้าใจว่าตัวเองได้รับสิทธิพิเศษบางอย่างจากพระเจ้าซึ่งคนอื่นไม่มีวันได้รับ สิทธิ์ดังกล่าวคือการได้เข้าใกล้ความเป็นนิรันดร์ การเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยมุมมองที่คนอื่นไม่มีทางได้สัมผัส

25. Ad Astra

หนังดราม่าจิตวิทยาที่พาผู้ชมไปสำรวจความคิดและปูมหลังของนักบินอวกาศคนหนึ่ง การสูญเสียพ่อผู้เป็นฮีโร่ไปตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาสร้างเกราะกําบังขึ้นมาปกป้องตัวเองจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนรัก

ความน่าสนใจของ Ad Astra คงเป็นการเทน้ำหนักไปที่ ‘เรื่องส่วนตัว’ มากกว่าความพิศวงของกาแล็กซี่อันกว้างใหญ่ หนังโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก เน้นถึงประเด็นครอบครัว ตั้งแต่การเลี้ยงดู การปลูกฝัง ตลอดจนแนวคิดที่แตกต่างกันของเจเนอเรชั่น แม้ใจนึงจะเสียดายที่หนังเลือกพูดประเด็นนี้มากกว่าการสำรวจจักรวาล แต่พอมาคิดดูอีกที บางครั้งเราก็หลงลืมไปว่า ไม่มีสิ่งไหนพิศวงและน่าค้นหาเท่ากับจิตใจมนุษย์อีกแล้วล่ะ

24. Under the Silver Lake

ผลงานสุดทะเยอทะยานของผู้กำกับ เดวิด โรเบิร์ต มิทเชลล์ ที่อ้างถึง ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งอธิบายว่าทุกสิ่งรอบตัวเราล้วนมีรหัสลับซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่เราฟัง รายการทีวีที่เราดู ธนบัตรที่เราใช้ ไปจนถึงกล่องซีเรียลที่เรากินทุกเช้า ทุกอย่างแฝงนัยยะรอการค้นพบจากใครสักคน

นอกจากนี้ Under the Silver Lake ยังพยายามจูงใจคนดูด้วยทฤษฎีดังกล่าว สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้ชมเห็นว่ามันเกี่ยวโยงกันจริง ๆ (แม้หลายครั้งจะไม่สมเหตุสมผลเลยก็ตาม) ดำเนินเรื่องผ่านความสงสัย และอาการหวาดระแวงของตัวละคร เมื่อเขาไขปริศนาได้อย่างนึงกลับต้องเจอปริศนาชิ้นใหม่ไปเรื่อย ๆ ราวกับกำลังเล่นเกม ‘ลากเส้นต่อจุด’ ที่ไม่เคยสิ้นสุด

23. Toy Story 4

คงไม่ผิดหากจะพูดว่า Toy Story 4 เปรียบได้กับ ‘การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่’ ของแฟรนไชส์หนังของเล่น ซึ่งนอกจากจะขายความบันเทิงแบบฉบับพิกซาร์แล้ว หนังยังได้แทรกเมสเสจเรื่อง ‘โอกาสหนที่สอง’ ลงไปด้วย เมื่อวู้ดดี้ อดีตดาวเด่นกำลังถูกแทนที่ด้วยสมาชิกใหม่ เขาจึงเริ่มตระหนักว่ามันอาจถึงวันที่ต้องร่ำลา (เกษียณตัวเองจากสถานะของเล่นมีเจ้าของ) แล้วจริง ๆ นอกจากนี้หนังยังเล่าถึงตัวละครอื่น ๆ ที่ถูกทอดทิ้งในรูปแบบแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาพูดได้ที่ชิ้นส่วนชำรุด ตุ๊กตาคู่ซี้ที่แขวนอยู่ในบูธงานคาร์นิวัลมาเนิ่นนาน ส้อมพลาสติกในถังขยะที่ประกอบขึ้นมาเป็นของเล่น รวมถึงโบพีพ เพื่อนเก่าวู้ดดี้ซึ่งถูกขายไปเมื่อเกือบหนึ่งทศวรรษก่อน

หนังเลือกนำเสนอว่า ‘สถานะถูกทิ้งไม่ได้แย่เสมอไป’ แต่มันเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เกิดขึ้น ซึ่งพวกเขา (ของเล่น) มีสิทธิ์เลือกได้เอง ไม่ผิดเลยหากจะเลือกภักดีต่อเจ้าของ แล้วก็ไม่ผิดอีกเช่นกันหากจะเลือกใช้ชีวิตอิสระ ปัจจัยมันขึ้นอยู่กับว่าโอกาสหรือตัวเลือกไหนเติมเต็มเราในโมเมนต์นั้น ๆ ได้มากกว่ากันเท่านั้นเอง

22. The Two Popes

ก่อนหน้านี้คิดว่าเป็นหนังที่โปรคาทอลิกเลยไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่พอได้ดูจริง ๆ ก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน เพราะหนังสนุกใช้ได้เลย อีกทั้งประเด็นที่เลือกมานำเสนอก็ค่อนข้างดีทีเดียว

The Two Popes มีบทสนทนาน่าจดจำหลายฉาก โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นการถกเถียงกันเรื่องแนวทางการปรับตัวของคาทอลิก โป๊ปเบเนดิกต์ต้องการเก็บรักษาทุกอย่างให้อยู่คงเดิมเหมือนเมื่อ 2000 ปีก่อน เพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ไว้ แต่โป๊ปฟรานซิสกลับเห็นต่าง เขามองว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว มันถึงเวลาที่พวกเขาต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเสียที (ไม่ใช่แค่ประนีประนอมเหมือนที่ผ่านมา)

ชอบการแสดงของนักแสดงอาวุโสทั้งสองคนมาก (โจนาธาน ไพรซ์ และ แอนโทนี ฮ็อปกินส์) คือไม่ได้เล่นใหญ่ (โอเวอร์แอคติ้ง) แต่เป็นแค่การแสดงสีหน้าและแววตาเท่านั้น ซึ่งมันทรงพลังมาก โดยเฉพาะฉากสารภาพบาปของโป๊ปเบเนดิกต์นี่ค่อนข้างอิมแพคเลย

21. Her Smell

ว่ากันว่าโลกของผู้หญิงนั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน
และมันจะซับซ้อนยิ่งกว่าเดิมเมื่อมาบรรจบกับโลกของร็อคสตาร์

Her Smell พาเราไปสำรวจเบื้องลึกชีวิตร็อคสตาร์หญิงในช่วงเวลาสำคัญ 5 ช่วง ทั้งตอนที่โด่งดังสุดขีด และตอนที่ตกต่ำไม่เหลือใคร โดยทั้ง 5 พาร์ท ผู้ชมจะได้เห็นรอยร้าวความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคนรอบข้าง (ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เจ้านาย หรือคนในครอบครัว) ได้ฟังคำพูดถากถางมากมายที่พ่นใส่กันไม่หยุด ตลอดจนได้สังเกตพัฒนาการตัวละครแต่ละช่วงวัย ผ่านบรรยากาศอันแสนอึดอัดราวกับได้หลุดเข้าไปเดินกระทบไหล่พวกเขา สูดดมควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้ง อุดหูจากเสียงดนตรีอึกทึก แล้วเงี่ยหูฟังสิ่งที่ตัวละครเถียงกันด้วยตัวเอง

20. Honey Boy

ผลงานดราม่ากึ่งชีวประวัติของ ไชอา เลอบัฟ จากอดีตนักแสดงเด็กดาวรุ่งสู่ชายขี้เมาหยำเปที่กำลังจะหมดอนาคตในวงการ ไชอาเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบำบัดความเจ็บปวดข้างในจิตใจ บาดแผลต่าง ๆ ที่เคยกดทับไว้จึงได้รับการเยียวยาเป็นครั้งแรก ผู้ชมในฐานะคนสังเกตการณ์จะได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อรับรู้ถึงผลกระทบที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้ (ไม่ว่าเรื่องดีหรีอร้าย) และสำรวจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เจ้าตัวกลายมาเป็นนักแสดงติสท์แตกในปัจจุบัน

ขอสารภาพว่าก่อนดูไม่คิดว่าหนังจะหนักหน่วงขนาดนี้ เซอร์ไพรส์เหมือนกัน

19. Joker

หนังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสำรวจปมในใจของ อาเธอร์ เฟล็ค (โจ๊กเกอร์) ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นคนที่มีด้านสว่างในตัวเอง เคยมีความหวัง แต่แล้วกลับเจอเหตุการณ์ที่เข้ามาบั่นทอน (และพยายามลดคุณค่าความเป็นมนุษย์) แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดจิตใต้สำนึกก็สร้างกลไกขึ้นมาเพื่อปกป้องเขาจากสังคมอันโหดร้าย หนังพยายามสร้างความชอบธรรมให้อาเธอร์ ผ่านสถานการณ์เลวร้ายที่เขาพบเจอ ใช้ความน่าสงสาร-เวทนาเป็นข้ออ้าง ผลักภาระไปที่ความฟ่อนเฟะของสังคมและชนชั้นปกครอง ซึ่งส่วนตัวมองว่ามันดูจงใจเกินไปหน่อย

อย่างไรก็ตาม ความสามารถและการทุ่มเทของ วาคีน ฟีนิกซ์ คือสิ่งที่เราต้องชมเชย ในหนังมีหลายช่วงที่ดูธรรมดามาก แต่สุดท้ายกลับออกมาดีเพราะได้การแสดงของเขาประคับประคองไว้

18. Knives Out

เดิมทีคิดว่าผลงานของผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน เรื่องนี้ จะเป็นแค่หนังสืบสวนดาษดื่นทั่วไป แต่กลายเป็นว่า Knives Out ให้อะไรเรามากกว่านั้นด้วยการจิกกัดคนขาว ทั้งความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์แบบเกินเบอร์ การดิ้นรนเอาตัวรอด หรือแม้แต่การหวงแหนทรัพย์สมบัติที่ไม่ใช่ของตน

นอกจากนี้หนังยังพยายามปั่นกระแส (สับขาหลอกคนดู) แทบตลอดทั้งเรื่อง อะไรที่เรามั่นใจดีแล้วกลับถูกหักล้างด้วยชุดข้อมูล-สมมติฐานใหม่ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา จนสุดท้ายต้องยอมยกธงขาว ขอยอมแพ้ให้การสืบคดีครั้งนี้แล้วเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้สังเกตการณ์แทน

17. The Last Black Man in San Francisco

ชายหนุ่มผิวสีพยายามอ้างสิทธิ์ในการครอบครองบ้านสไตล์วิคตอเรียนหลังหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองซานฟรานซิสโก เดิมทีมันเคยเป็นสมบัติเก่าของปู่ของเขา ผู้มีสถานะ ‘ชายผิวสีคนแรกในซานฟรานซิสโก’ แต่ด้วยปัญหาทางการเงิน ประกอบกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้บ้านหลังนี้ถูกขายต่อ และไม่เคยตกทอดมาถึงเจ้าตัว

ประเด็นของหนังเรื่องนี้คือการ ‘ฉุดรั้งอดีต’ ไม่ให้กลืนหายไปตามกาลเวลา แต่แม้เขาจะพยายามมากเพียงใดก็ไม่อาจเอาชนะความเปลี่ยนแปลงได้อยู่ดี ซานฟรานซิสโกในปัจจุบันนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ชาวบ้านท้องถิ่นต่างถูกผลักดันให้ออกไปพำนักย่านชานเมืองกันหมด สิ่งของดั้งเดิมถูกโละทิ้งและแทนที่ด้วยของใหม่เอี่ยมที่ไม่หลงเหลือเอกลักษณ์ใด ๆ จากเมืองที่เคยเต็มไปด้วยวัฒนธรรม ตอนนี้จึงกลายสภาพเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีแต่คนแปลกหน้าเดินสวนไปมา

16. Jojo Rabbit

“แล้ววันนึงนายจะเข้าใจเอง นายจะไม่คิดถึงเรื่องอื่นอีกเลย นายจะเจอคนที่ทำให้นายเฝ้ารอวันที่จะได้กอดเขาอีก นั่นแหละความรัก”

ผลงานของ ไทกา ไวติติ หนึ่งในผู้กำกับที่ฮอตที่สุดในปัจจุบัน เล่าเรื่องราวหนุ่มน้อยยุวชนฮิตเลอร์วัย 10 ขวบ ผู้มี ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ เป็นเพื่อนในจินตนาการ วันหนึ่งเขาบังเอิญล่วงรู้ความลับว่าแม่แอบให้การช่วยเหลือเด็กสาวชาวยิว (ซ่อนเธอไว้ในบ้าน) และมันก็ทำให้เขารู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนนับแต่นั้นเป็นต้นมา ความน่าสนใจของ Jojo Rabbit คือมันไม่ได้แค่หนังต่อต้านสงครามที่ขายมุกตลกล้อเลียนเท่านั้น แต่ยังเป็นหนัง Coming-of-Age ที่ดี และโรแมนติกมาก ๆ อีกด้วย

15. Us

แม้ว่า Us จะฉาบหน้าด้วยสถานะหนังสยองขวัญ แต่ก็ยังเป็นผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์อเมริกาได้อย่างแสบสัน-แยบยล เสียดสีความไม่เท่าเทียมบนแผ่นดินลุงแซม ประชดประชันอเมริกันชนที่พยายามปรุงแต่งทุกอย่างให้สวยหรูโดยไม่เคยคำนึงถึงปัญหา (ความเหลื่อมล้ำ) แบบจริง ๆ จัง ๆ พวกเขา—ประชากรใต้ดิน  มีสถานะเป็นเพียง ‘เงา’ ไร้คนเหลียวแล ซึ่งที่น่าเศร้ากว่านั้นคือเงาดังกล่าวนี้ ‘ไม่มีเสียง’ ที่จะพูดความต้องการหรือปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ออกมา ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับความเป็นไป แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้นก็ตาม

ต้องชื่นชมการแสดงของ ลูพิตา เอ็นยองโก ที่รับภาระแบกหนังทั้งเรื่องด้วยตัวคนเดียว จากสีหน้า แววตา ตลอดจนน้ำเสียง นั้นทำให้เราคล้อยตามได้ไม่ยากว่าเธอคือหญิงสาวชนชั้นล่างที่ชีวิตเต็มไปด้วยบาดแผลและความคับแค้นใจ ยามใดก็ตามที่เธอเริ่มแสยะยิ้ม เราก็เตรียมใจผวาได้เลย

14. Booksmart

ผลงาน Coming-of-Age โดย โอลิเวีย ไวลด์ นักแสดงสาวที่ผันตัวมารับหน้าที่ผู้กำกับเป็นครั้งแรก เล่าถึงสองเพื่อนซี้สุดเนิร์ดที่วางแผนจะ ‘สร้างตำนานเล่าขาน’ ในค่ำคืนสุดท้ายก่อนเรียนจบมัธยม

หนังตลกมาก เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดทั้งเรื่อง (ชอบเคมีระหว่าง บีนี เฟลด์ชไตน์ กับเคทลิน เดเวอร์) นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนชีวิตวัยเยาว์ของผู้ชม ให้เราได้หวนรำลึก-ทบทวนชีวิตวัยรุ่นตัวเองอีกครั้ง ย้ำเตือนถึงมิตรภาพและวีรกรรมที่เคยก่อ นึกถึงการก้าวผ่านแต่ละขวบปีซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและคราบน้ำตา สิ่งเหล่านี้จะคงอยู่ในใจเราตลอดไป ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

13. If Beale Street Could Talk

ดัดแปลงมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของ เจมส์ บอลด์วิน เล่าถึงคู่รักวัยรุ่นผิวสีที่เผชิญต่อความอยุติธรรมในสังคม (ช่วงทศวรรษ 1960) โดยความน่าสนใจนั้นไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้เรียกร้องสิทธิ-ความเสมอภาค หากแต่เป็นพาร์ทโรแมนติกที่พูดถึงด้านสว่างของความรัก ความหวัง ความเพ้อฝันแสนบริสุทธิ์ของคนหนุ่มสาว สิ่งเหล่านี้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นงานภาพและบทสนทนาที่งดงามราวกับบทกวี

12. The Farewell

ผลงานฟีลกู๊ดกึ่งชีวประวัติของผู้กำกับ ลูลู่ หวัง เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลที่ล่วงรู้ว่าอาม่ากำลังจะตายด้วยโรคร้าย จึงตัดสินใจแพ็คกระเป๋าบินกลับบ้านเกิดเพื่อไปดูแลท่าน

ประเด็นน่าสนใจของ The Farewell คือเรื่อง ‘การปิดบังความจริงต่อผู้ป่วยใกล้ตาย’ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในสังคมจีน เด็กสาวผู้เติบโตที่อเมริกาไม่เข้าใจว่าทำไมคนรอบข้างต้องปิดบังอาม่า ไม่ยอมบอกเธอไปตรง ๆ (ว่ากำลังจะตายด้วยโรคร้าย) ขณะเดียวกันฝ่ายครอบครัวก็พยายามอธิบายให้เข้าใจว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ถือเป็นค่านิยมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ไม่ว่าครอบครัวไหนก็ใช้วิธีนี้ด้วยกันทั้งนั้น การเก็บความลับไม่ใช่เรื่องเสียหาย การบอกลาต่างหากที่ทุกข์ทรมาน พวกเขาเชื่อว่าให้ผู้ป่วย ‘จากไปอย่างสงบ’ ไม่รับรู้หรือหวาดกลัวต่อความจริงอันเจ็บปวด น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่จะต้องแบกรับภาระทางอารมณ์ และอยู่กับความรู้สึกผิดไปให้ได้

11. The Favourite

หนังพีเรียดขายความบันเทิงที่เต็มไปด้วยเรื่องน้ำเน่า มุกตลกร้าย และความโกลาหล เสียดสีผู้ดีชนชั้นสูงที่มีอากัปกิริยาเสมือนบ่าวไพร่นอกวัง ทั้งแบล็คเมล์ นินทาว่าร้าย และตบตีกันไม่ต่างจากนางร้ายในละครหลังข่าว

แน่นอนว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้การแสดงของ 3 นักแสดงนำของเรื่อง ทั้ง โอลิเวีย โคลแมน ในบทควีนแอนน์ผู้โหยหาความรัก เรเชล ไวสซ์ ในบทเลดี้คนโปรดผู้พยายามคีพลุค (แม้ไฟริษยาจะสุมอกแค่ไหนก็ตาม) และ เอ็มม่า สโตน ในบทงูพิษที่ต้องการกู้ศักดิ์ศรีตัวเองแบบคนหน้าด้านหน้าทน ยอมทำทุกอย่างเพื่อบรรลุความปรารถนา

10. The Irishman

คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด หากจะบอกว่าช่วงเวลาสามชั่วโมงครึ่งของ The Irishman ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการรับชมเลยแม้แต่น้อย หนังเรื่องนี้คือ ‘มหากาพย์มาเฟีย’ ที่ชวนให้นึกถึงผลงานคลาสสิกในอดีตอย่าง Goodfellas และ Once Upon a Time in America

การแสดงของ 3 นักแสดงหลักคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผลงานเรื่องนี้ทรงคุณค่าเทียบชั้นมาสเตอร์พีซ โรเบิร์ต เดอ นีโร ยังคงรักษามาตรฐานของเขาได้อย่างต่อเนื่อง ส่วน อัล ปาชิโน ก็ได้โชว์ศักยภาพจริง ๆ จัง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขณะที่ โจ เพสซี คือคนที่ทำให้เซอร์ไพรส์มากที่สุด (แม้จะออกมาน้อยกว่าคนอื่นแต่ทุกฉากน่าประทับใจ) ทั้งนี้ เมื่อเรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าขานผ่านตัวละครวัยชราผู้มีริ้วรอยเต็มใบหน้า มันจึงเปรียบได้กับการหวนรำลึกถึงวันเก่า ๆ และพยายามหาทางชำระล้างบาปที่กัดกินใจเขามานาน ซึ่งส่วนตัวค่อนข้างชอบประเด็นนี้เป็นพิเศษ

9. Uncut Gems

ผลงานของพี่น้องแซฟดี้ (จอช และเบนนี่) เล่าถึงพ่อค้าอัญมณีชาวนิวยอร์กผู้รักการเดิมพันเป็นชีวิตจิตใจ เขากล้าที่จะทุ่มทุกสิ่งที่ตัวเองมีเพื่อเสี่ยงโชคโดยเชื่อมั่นว่าตนจะได้ลาภก้อนใหญ่

ความสนุกของหนังเรื่องนี้คือการได้เห็นตัวละครเผชิญวิบากกรรม และพยายามรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อทุกอย่างประเดประดังเข้ามาพร้อมกัน จึงเกิดเป็น ‘มหกรรมความซวยซ้ำซวยซ้อน’ ที่มีผู้ชมร่วมเป็นสักขีพยาน ส่วนตัวค่อนข้างชอบ ‘บรรยากาศอึมครึม’ ภายในเรื่อง มันเปรียบเหมือนสัญญาณเตือนว่ากำลังจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น กระตุ้นให้เราจดจ่ออยู่ตลอดเวลา อีกทั้งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หนังจงใจใส่เข้าไปเพื่อทำให้เรารู้สึกอึดอัด ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการแพนกล้อง ดนตรีประกอบ รวมทั้งเสียงโหวกเหวกโวยวายที่คอยรบกวนโสตประสาท องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยส่งเสริมหนังได้ดีมาก ๆ

8. The Lighthouse

ผลงานสุดพิถีพิถันของผู้กำกับ โรเบิร์ต เอกเกอร์ส เล่าถึงเจ้าหน้าที่ดูแลประภาคารบนเกาะห่างไกลที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ประหลาด (หลังจากที่เขาพลั้งมือไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ) ดำเนินเรื่องผ่านอาการหลอนประสาทแดกของตัวละครซึ่งเพิ่มดีกรีความบ้าคลั่งขึ้นทุกขณะ 

สิ่งประทับใจในหนังเรื่องนี้ คือประสบการณ์ขณะรับชมที่หาไม่ได้จากหนังเรื่องอื่น ๆ บรรยากาศความวังเวงชวนให้รู้สึกอึดอัดตลอดเวลา (แม้ในยามกลางวัน) อึดอัดต่อเสียงหวูดที่ดังทุ้ม-ก้องกังวาน อึดอัดต่อสภาพอากาศที่ไม่เคยเป็นใจ สะอิดสะเอียนกับการกระทำอันดิบ ห่าม น่าขยะแขยง 

ทั้งนี้ เนื่องจาก The Lighthouse เล่าเรื่องบนพื้นที่ปิดและมีตัวละครหลักเพียงแค่สองคน ฉะนั้นการแสดงของ วิลเลม เดโฟ กับ โรเบิร์ต แพททินสัน จึงมีส่วนอย่างมากในการประคับประคองหนังเรื่องนี้ไว้ โดยเฉพาะรายหลัง (โรเบิร์ต) ที่ต้องบอกเลยว่าเซอร์ไพรส์มาก

7. Cold War

หนังสัญชาติโปแลนด์ที่เชื้อเชิญให้เราร่วมเป็นสักขีพยานในโศกนาฏกรรมความรัก ซึ่งมีพื้นหลังเป็นความวุ่นวายของสังคม ตลอดจนความตึงเครียดของการเมืองและเชื้อชาติ ช่วงทศวรรษ 1950 ไปจนถึงช่วงกลางยุค 60 โดยระหว่างทางเราจะได้ซึมซับกับความรักอันเป็นอมตะของทั้งคู่ ซึ่งท้าท้ายทั้งกฎเกณฑ์ทางสังคม ศีลธรรม รวมทั้งระบอบคอมมิวนิสต์

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่หนังเรื่องนี้มอบให้แก่ผู้ชม คือความงดงามที่แท้จริงของรักแท้ที่ไม่อาจสมหวัง อีกทั้งแสงสว่างที่คอยนำทางในยามที่จิตใจกำลังสับสน โรแมนติกมาก

6. Midsommar

ว่ากันตามตรง พล็อตเรื่องของ Midsommar นั้นไม่ได้มีความแปลกใหม่แต่อย่างใด หนังพูดถึงกลุ่มคนที่เข้าไปพัวพันกับชุมชนลึกลับ ฝ่าฝืนกฎข้อบังคับต่าง ๆ จนท้ายที่สุดกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ถือเป็นพล็อตยอดนิยมของหนังสยองขวัญเลย ฉะนั้นความโดดเด่นที่แท้จริงจึงเป็นการ ‘ท้าทายกฎเหล็ก’ ของหนังประเภทดังกล่าว อย่างดำเนินเรื่องในช่วงกลางวันแสก ๆ หรือฉากหลังที่เป็นดั่งชุมชนฮิปปี้ซึ่งดูไม่มีพิษมีภัยอะไร

นอกจากนี้อีกหนึ่งความน่าสนใจของ Midsommar คือการใช้ ‘อาการจิตเวช’ เข้ามาช่วยดำเนินเรื่อง ซึ่งหลังจากดูไปได้สักพักเราก็เริ่มตระหนักแล้วว่าความสยดสยองนั้นหาใช่บรรยากาศแวดล้อม แต่เป็น ‘ความเจ็บป่วยทางจิตใจ’ ที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่ต่างหาก ช่วงเวลาที่หดหู่ที่สุดคือการเห็นพวกเขาค่อย ๆ ถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของ ‘วัฏจักรอันบิดเบี้ยว’ จากคนที่เคยต่อต้านความวิปริตในตอนแรก กลับสมยอมเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ร่วมสนับสนุนให้เทศกาลยังคงดำรงต่อไป

5. Once Upon a Time in Hollywood

สิ่งที่ประทับใจใน OUATIH ไม่ใช่การนำเอาคดีฆาตกรรม ชารอน เทต มาชำแหละตีความใหม่ หากแต่เป็น ‘จดหมายรัก’ ที่ เควนติน แทแรนติโน เขียนถึงฮอลลีวูดช่วงทศวรรษที่ 1960 อันเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน 

หนังพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของฮอลลีวูด (จาก Golden Age มาสู่ American New Wave) แน่นอนว่าช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นหลักไมล์สำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน เนื่องจากมีคนรุ่นใหม่หลั่งไหลเข้าวงการมากขึ้น ทำให้แต่ละงานที่ปล่อยออกมานั้นมีความสดใหม่กว่าเดิมมาก ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านนี้ก็ได้ฆ่าคนจากยุคเก่าให้ตายอย่างช้า ๆ เช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการอ้างอิงเหตุการณ์และตัวละครจริงในอดีต แต่เควนตินก็ไม่ได้นำมาเล่าตรง ๆ เขาเลือกที่จะตีไข่ใส่สีลงไปเพิ่มเติม หยิบเอาป๊อปคัลเจอร์เหล่านั้นมาชุบชีวิต ราวกับเป็น ‘โลกคู่ขนาน’ แบบที่ตัวเองต้องการ บางอย่างที่เคยรุ่งเรืองในอดีตและล้มหายตายจาก ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในโลกใบนี้

4. Portrait of a Lady on Fire

“ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะหายวับไปตามชั่วขณะ ความรู้สึกบางอย่างลึกซึ้งกว่านั้น”

หนังรักเลสเบี้ยนจากฝรั่งเศส ดำเนินเรื่องในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เล่าถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างจิตรกรหญิง กับหญิงสาวอีกคนผู้กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ จากสถานะคนแปลกหน้าในช่วงแรก พวกเธอสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดมันลงเอยด้วย ‘ความรักต้องห้าม’ ที่ไม่อาจเปิดเผยได้

จุดเด่นของ Portrait of a Lady on Fire คือเคมีระหว่างสองนักแสดง และการดำเนินเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป ความรักระหว่างทั้งคู่ก่อตัวขึ้นและเบ่งบานอย่างช้า ๆ ต่างคนต่างหลงใหลเสน่ห์อีกฝ่าย เพียงแต่ไม่อาจแสดงมันออกมาได้ สุดท้ายเมื่อพวกเธอไม่สามารถปิดบังความรู้สึกได้อีกต่อไป มันจึงนำมาซึ่งบทสรุปที่ทั้งเศร้าสลดและกินใจ อย่างไรก็ตาม หนังยังดำเนินเรื่องล้อไปกับตำนานเทพปกรณัมด้วย เรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังระหว่าง ออร์เฟียส (Orpheus) กับยูไรดิซ (Eurydice) ถูกนำมาปรับใช้เป็นบทสรุปความสัมพันธ์ของหญิงสาวทั้งสองได้ดีทีเดียว

3. Little Women

ความน่าอัศจรรย์ของ ‘สี่ดรุณี’ เวอร์ชั่น 2019 คือการถ่ายทอดความสัมพันธ์ของพี่น้องครอบครัวมาร์ชได้อย่าง ‘ร่วมสมัย’ ผู้กำกับ เกรต้า เกอร์วิค จงใจปรับเปลี่ยนองค์ประกอบมากมายเพื่อให้ผลงานของเธอมีความสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ยังใช้เทคนิคต่าง ๆ เข้ามาช่วยเล่าเรื่อง (โดยที่ผู้ชมยังคงตามได้ทัน) เช่น การแบ่งหนังออกเป็น 2 พาร์ท ระหว่างวัยเยาว์ที่ใช้โทนภาพสดใส กับวัยผู้ใหญ่ที่หม่นหมอง-อึมครึม ซึ่งช่วยให้เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละครอย่างชัดเจน

2. Parasite

บันเทิงมาก ก่อนดูไม่คิดเลยว่าหนังจะสนุกขนาดนี้ ดำเนินเรื่องเร็วจนแทบไม่มีเวลาทบทวนรายละเอียดปลีกย่อยที่ตัวละครพูดหรือกระทำ ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับพล็อต รู้ตัวอีกทีช่วงเวลาสองชั่วโมงเศษก็ล่วงเลยไปแล้ว โดยรวมถือว่าประทับใจมาก หากจะมีส่วนติบ้างก็คงเป็นความไม่สมเหตุสมผลบางอย่างที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อช่วยปะติดปะต่อเรื่องราว ซึ่งก็เป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยอมรับได้

ทั้งนี้ ประเด็นหนึ่งที่ส่วนตัวชอบเป็นพิเศษคือเรื่อง ‘ความหวังและการดิ้นรนของคนจน’ มีประโยคนึงในหนังที่พอได้ยินแล้วหดหู่ไม่น้อย ประโยคที่ว่านี้ออกมาจากปากสมาชิกครอบครัวรากหญ้า มีใจความประมาณว่า “ถ้าฉันรวยฉันก็คงจะใจดีเหมือนกัน” แม้จะเป็นประโยคสั้น ๆ แต่มันอิมแพคมาก ลึก ๆ แล้วพวกเขาไม่อยากเป็นปรสิตที่เห็นแก่ได้หรอก แต่ใครบ้างไม่อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

1. Marriage Story

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่เล่าเรื่องธรรมดา ๆ อย่างชีวิตสมรสและการหย่าร้าง จะสามารถถ่ายทอดออกมาได้รุนแรง-หนักมือขนาดนี้ หลังจากดูจบถึงได้เข้าใจประโยคที่คนเขาชอบพูดกันว่า ‘รักกันแต่อยู่ด้วยกันไม่ได้’ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง แน่นอนว่าต้องชื่นชมการแสดงของ อดัม ไดรเวอร์ กับ สการ์เล็ต โจแฮนสัน ทั้งสองทำให้เราเชื่อว่าพวกเขาคือคู่สามีภรรยาที่หมดรักและกำลังจะหย่าร้างกันจริง ๆ 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Marriage Story นำเสนอไม่ได้มีแค่เรื่องวิบากกรรมชีวิตคู่และกระบวนการ​หย่าร้าง​เท่านั้น แต่หนังยังบอกเราอีกด้วยว่า จริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ของคนสอง​คนมันเรียบง่ายมาก ไม่ว่ายังไงเราก็จะหาทางดีลกับมันได้เอง

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *