fbpx
Feature Best of the Year

30 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2018

January 5, 2019 5 min read
kunanon

author:

30 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2018

Reading Time: 5 minutes

จากผู้ชนะรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 ถึงผลงานมาสเตอร์พีซเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ อัลฟอนโซ กัวรอน …

30. Wildlife

ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ พอล ดาโน่ พูดถึงรอยร้าวระหว่างคู่สามีภรรยาที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ผ่านสายตาลูกชายวัย 14 ปี ของพวกเขา แม้จะเป็นหนังสเกลเล็กที่เล่าเรื่องแบบเรียบง่าย แถมมีนักแสดงหลักแค่ 3 คน แต่ก็เพียงพอแล้วในการสะกดผู้ชมตลอด 100 นาที Wildlife เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ยังการันตีฝีมือของ แครี่ มัลลิแกน และ เจค จิลเลนฮาล แต่เซอร์ไพรส์ที่สุดคงต้องเป็นการแสดงของ เอ็ด อ๊อกเซนบาวด์ หนุ่มน้อยจากออสเตรเลียที่เล่นได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ

29. Isle of Dogs

สต็อปโมชันลำดับที่ 2 ของ เวส แอนเดอร์สัน ยังคงตอกย้ำเรื่องมาตรฐาน ความพิถีพิถัน ความบ้าพลัง รวมถึงจินตนาการอันแปลกประหลาดของเขาได้ดี ไม่ต่าง Fantastic Mr. Fox เมื่อ 9 ปีก่อน ด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังคงไว้ด้วยอารมณ์ขัน และการเหน็บแนมเสียดสีอย่างมีชั้นเชิง ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานที่คู่ควรแก่การจดจำของแฟน ๆ

28. A Quiet Place

หนังเกี่ยวกับโลกหลังการล่มสลายมีให้รับชมเป็นประจำทุกปี แถมไอเดียเอเลี่ยนยึดครองโลกก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซ้ำซากเสียด้วยซ้ำ แล้วอะไรทำให้ A Quiet Place แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น? คำตอบที่นึกออกคงเป็นเมสเสจของหนังที่ไม่ได้เจาะจงขายความหวาดกลัวจนลืมหายใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังพูดถึงปมในใจของสมาชิกในครอบครัวที่ไม่เคยถูกสะสางกันด้วยคำพูดออกเสียง (แน่นอนว่าน้ำเสียงย่อมสร้างความเข้าใจกันได้มากกว่าการสื่อสารด้วยภาษามือ) อดีตและปมในใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลอกหลอนพวกเขายิ่งกว่าเอเลี่ยนจากต่างดาวเสียอีก

27. The Disaster Artist

เจมส์ ฟรังโก้ ทำหนังคารวะแด่ ทอมมี่ วโซว ชายลึกลับที่กล้าควักเงินส่วนตัวทำ The Room หนังคัลท์ซึ่งสร้างตามความเชื่อและความรู้อันน้อยนิดของตัวเองขึ้นมา แม้มันจะถูกนักวิจารณ์มองว่าเป็นขยะของโลกภาพยนตร์ แต่การที่มีแฟน ๆ ติดตามอย่างเหนียวแน่นมาตลอดหลายปีที่หนังเข้าฉาย (หนึ่งในนั้นคือตัว เจมส์ ฟรังโก้) ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า The Room ประสบความสำเร็จมากเพียงใด

26. Searching

เป็นหนังอีกเรื่องที่เมื่อดูจบต้องกลับมาคิดทบทวนว่า “เรารู้จักคนที่เรารักมากน้อยแค่ไหน?” สิ่งที่ไม่ชมไม่ได้เลยคือไอเดียการนำเสนอที่แปลกใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เราต่างคุ้นเคยกันอยู่แล้วเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเนื้อเรื่อง ยกระดับให้การสืบสวนมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

25. Black Panther

การก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนของมาร์เวล เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงแต่มันก็คุ้มเมื่อได้เห็นผลลัพธ์ที่ตามมา นอกจากจะแตกต่างจากหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น ๆ ด้วยการไปแตะวัฒนธรรม-ความเชื่อของชาวแอฟริกันแล้ว หนังยังชูประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศได้ดีอีกด้วย (สังเกตได้จากบุคคลใกล้ชิด ที’ชากา ที่ล้วนแล้วเป็นหญิงแกร่งแทบทั้งสิ้น) และด้วยมาตรฐานขนาดนี้จึงไม่น่าแปลกใจ หากหลายสำนักจะยกให้ Black Panther ขึ้นบัลลังก์หนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดตลอดกาล

24. First Man

หากไม่นับเรื่องไทม์ไลน์อันดาษดื่นตามสไตล์หนังอ้างอิงประวัติศาสตร์ ก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์พอสมควรที่หนังเลือกที่จะโฟกัสไปที่รอยร้าวในอดีตของ นีล อาร์มสตรอง กับภรรยา มากกว่าเรื่องความยิ่งใหญ่ ความกล้าหาญ หรือความยากลำบากแสนสาหัสของนาซ่า ดังเช่นหนังภารกิจส่งคนไปนอกโลกเรื่องอื่น ๆ First Man ทำให้ผู้ชมตระหนักว่าชายผู้เป็นตัวแทนของมนุษยชาติแท้จริงก็มีปัญหาส่วนตัว มีปมในใจ ไม่ต่างจากเราทุกคนที่กำลังแหงนหน้ามองดูเขาจากพื้นโลกหรอก

23. The Old Man & the Gun

ความสัมพันธ์แบบแมวไล่จับหนูไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกภาพยนตร์ แต่สิ่งที่ทำให้ The Old Man & the Gun โดดเด่นจากหนังเรื่องอื่น ๆ คือสไตล์การเล่าเรื่องอันเนิบช้าและพิถีพิถัน บวกกับมุมโรแมนติก บรรยากาศทุกอย่างหล่อรวมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปยุค 80 จริง ๆ และหากหนังเรื่องนี้จะเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ตามที่เขาเคยลั่นวาจาไว้ ผลงานชิ้นนี้ก็เป็นการอำลาที่สมบูรณ์แบบ และสมเกียรตินักแสดงอวุโสคนนี้มากเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว

22. Bohemian Rhapsody

หากไม่รู้จักหรือเคยฟังเพลงของพวกเขามาก่อน หนังเรื่องนี้น่าจะเปรียบเหมือนวันปฐมนิเทศน์ที่ทำให้เราได้รู้เรื่องราวหลายอย่างแบบกว้าง ๆ ของวงควีนและ เฟรดดี้ เมอร์คิวรี แต่หากเป็นสาวกหรือครั้งหนึ่งเคยมีโมเมนต์ร่วมกับวง หนังเรื่องนี้ก็คงเป็นเหมือนวันงานเลี้ยงรุ่นที่เพื่อนได้กลับรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อคุยเรื่องเก่าในอดีต

21. Green Book

มิตรภาพต่างสีผิวท่ามกลางยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง และหนังที่สร้างจากเรื่องจริง คือ 2 ปัจจัยที่ทำให้ Green Book สามารถเรียกน้ำตาและรอยยิ้มของคนดูได้ตั้งแต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าโรงหนัง ด้วยความที่ในเรื่องเต็มไปด้วยการปะทะคารมแบบทีเล่นทีจริงของ 2 นักแสดงนำ เลยทำให้มูดโทนออกมาทางฟีลกู๊ดมากกว่าจะเป็นหนังดราม่าหนักหน่วง บทสนทนาหนึ่งที่ประทับใจเป็นตอนที่ ดอน เชอร์ลีย์ บอกว่าตัวเขามีค่าเป็นแค่เครื่องมือของพวกไฮโซผิวขาวที่ต้องการประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขามีวัฒนธรรมมากพอที่จะเปิดรับเรื่องชาติพันธุ์ ในขนาดที่สังคมคนผิวสีก็มองเขาว่าแปลกแยกที่เลือกเล่นดนตรีคลาสสิคแทนที่จะเป็นแจ๊ส ตัวเขาเลยตกอยู่ในสถานะของคนนอกที่ไม่เหลือพวกพ้องใด ๆ

20. Widows

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องล่าสุดของ สตีฟ แม็คควีน ต่างจากหนังรวมทีมปล้นเรื่องอื่น ๆ คือบรรดาสมาชิกในทีมต่างเป็นแม่หม้ายที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเกี่ยวกับการปล้นเลย จะไปหาปืน หารถตู้ หาพิมพ์เขียวจากที่ไหน แผนการเป็นยังไงก็ไม่รู้ มิหนำซ้ำแรงจูงใจในการปล้นก็เกิดจากผลกรรมที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่อขึ้นอีก นอกจากนี้หนังยังให้น้ำหนักกับเรื่องบาดแผลในใจ และความขัดแย้งของการนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งเข้ามาพัวพันกับการปล้นครั้งนี้ด้วย สนุกและสมจริงกว่าหนังรวมทีมอัจฉริยะปล้นเยอะเลย

19. Mid90s

หากเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ตามคำที่เคยได้ยินกันมา Mid90s ก็คงเป็นหนังเกี่ยวกับผ้าขาวที่พยายามจะแต่งแต้มเติมสีสันตัวเอง แต่เนื่องจากประสบการณ์ชีวิตยังมีน้อยเลยทำให้ผ้าขาวผืนนั้นกลายมาเป็นผ้าขี้ริ้วที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อน จากเด็กน้อยที่เคยอยู่ในโอวาทของแม่ เพียงช่วงปิดเทอมหน้าร้อนสั้น ๆ เขาได้กลายมาเป็นเด็กอีกคนที่ทำตัวขบถ ก้าวร้าว ราวกับได้เจอโลกอีกใบ อบายมุขรอบตัวไม่ได้พรากแค่ความไร้เดียงสาแต่ยังพรากโลกที่เคยสดใสไปด้วย ผลงานการกำกับพ่วงเขียนบทโดย โจนาห์ ฮิลล์

18. Tully

สิ่งที่ประทับใจในหนังของ เจสัน ไรท์แมน มาโดยตลอดคือการนำเสนอปัญหาชีวิต ความเจ็บปวดข้างใน และความต้องการที่จะหลุดพ้น ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ของคนธรรมดาคนหนึ่ง เล่าด้วยวิธีที่แสนจะเรียบง่าย ไม่ได้เรียกร้องให้คนอื่นต้องมาสนใจราวกับเป็นปัญหาใหญ่โต แต่สุดท้ายมันได้สร้างผลกระทบแก่ผู้ชมไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกับ Tully ที่แม้จะไม่ได้ป่าวประกาศออกมาดัง ๆ ว่าการเป็นแม่คนมันไม่ได้ง่ายนะ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงนะ แต่เราก็สามารถรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้จากชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาของตัวละครที่ดำเนินเช่นเดิมในทุกวัน

17. Thunder Road

ชีวิตคนเรายามฟัคอัพนี่มันก็ไม่เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมเลย แม่ตาย ถูกเมียฟ้องศาลแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูลูก และกำลังถูกไล่ออกจากงาน นี่คือสิ่งที่ชายวัยกลางคน ๆ หนึ่งต้องเผชิญในช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน ชอบที่แม้ตัวละครจะเจอเรื่องแย่ ๆ จนตัวเองสะบักสะบอมมากแค่ไหน ก็ไม่เคยใช้ความโศกเศร้าเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น พยายามทำตัวเข้าใจว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเอง กลับกันความสูญเสียครั้งนี้ทำให้เขาเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้นด้วย เครดิตแทบทั้งหมดคงต้องยกให้กับ จิม คัมมิงส์ ผู้รับหน้าที่เขียนบท กำกับ และนำแสดงเอง เรียบง่าย แต่ทรงพลังมาก

16. Blindspotting

แม้ประเด็นความเท่าเทียมของคนผิวสีจะถูกเล่าซ้ำแล้วหลายรอบ แต่ต้องชมวิธีการนำเสนอของ Blindspotting ที่ใช้หลักการจิตวิทยา เรื่องการมองเห็นภาพซ้อน เข้ามาปรับใช้ได้อย่างชาญฉลาด เน้นย้ำว่าถึงแม้คนผิวสีจะไม่ใช่อันธพาลเสมอไป แต่สุดท้ายแล้วคน ภายนอกก็ยังเลือกมองแบบเหมารวมว่าพวกเขามีพิษมีภัย ไม่น่าเข้าใกล้อยู่ดี ความผิดเดียวกันหากก่อโดยคนขาวแน่นอนว่าโทษนั้นไม่มีทางหนักเท่ากับคนผิวสี นั่นก็เพราะสมองได้สั่งการอัตโนมัติ (ในการมองภาพซ้อนเดียวกันนี้) ไปแล้วว่าคนผิวขาวคือผู้บริสุทธิ์ที่พลั้งมือกระทำความผิด ในขณะที่คนผิวสีคือผู้กระทำความผิดโดยเจตนา

15. A Star Is Born

คงจะนึกภาพกันได้ไม่ยากว่าการหยิบเอาผลงานคลาสสิคของโลกภาพยนตร์ขึ้นมาปัดฝุ่นรีเมคเป็นครั้งที่ 4 แถมต้องปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องให้เข้ากับยุคสมัย จะต้องเจอกับความกดดันจากสตูดิโอและความคาดหวังจากผู้ชมมากแค่ไหน ใครจะไปเชื่อว่าชายผู้ที่กล้าเดิมพันโอกาสครั้งนี้จะเป็น แบรดลีย์ คูเปอร์ นักแสดงหนุ่มที่ไม่เคยมีเครดิตการกำกับหนังของตัวเองมาก่อนเลย ในฐานะนักแสดงนักแสดงเราต่างรู้กันดีว่าเขายอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ในฐานะผู้กำกับเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่พาผลงานรีเมคเรื่องนี้ดิ่งลงเหว ยิ่งไปกว่านั้นเราจะตั้งความหวังกับการรับบทดราม่าครั้งแรกของ เลดี้ กาก้า ได้มากน้อยแค่ไหนกัน ทุกคำถามถูกคลายข้อสงสัยทันทีเมื่อผู้ชมได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะทั้งการกำกับ การแสดง ทุกอย่างนั้นไร้ที่ติเท่าที่วัตถุดิบจะอำนวยแล้ว และด้วยความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ของหนังเรื่องนี้ ก็คงไม่แปลกหากในอนาคตเราจะได้เห็น แบรดลีย์ คูเปอร์ ในบทบาทผู้กำกับที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

14. BlacKkKlansman

แม้หนังของ สไปค์ ลี เรื่องนี้จะดำเนินเรื่องไปในทิศทางตลกร้าย แต่หลายครั้งที่เราได้เห็นความเกลียดชังแบบสุดโต่งของกลุ่มเดอะแคลน (Ku Klux Klan) ก็ทำเอาตลกไม่ออกเหมือนกัน ส่วนอีกฟากของคนผิวสีเมื่อถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม พวกเขาก็พร้อมที่จะปะทะแบบหลังชนฝาได้ตลอดเวลา ต่างฝ่ายต่างเกลียดชังกันราวกับระเบิดเวลาที่เข็มนาฬิกาเดินเร็วขึ้นทุกนาที สิ่งที่ย้อนแย้งจนเป็นตลกร้ายจริง ๆ คือเหตุผลของเดอะแคลน ที่ต้องการทวงแผ่นดินอเมริกาของพวกเขากลับคืนมาจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนเสรีแห่งนี้ ความเกลียดชังอาจไปบดบังสายตา และความคิดของพวกเขาจนลืมไปว่าดินแดนที่ตัวเองพยายามปกป้องอยู่นั้นก็เป็นดินแดนที่พวกเขายึดมาจากชาวพื้นเมืองอีกที

13. The Rider

โคลอี้ เจา ผู้กำกับสาวชาวจีน นำชีวิตที่พลิกผันของ เบรดี้ ฌอนดรู หนุ่มคาวบอยอดีตนักขี่ม้าพยศ (Rodeo) อนาคตไกล ที่ประสบอุบัติเหตุจนสมองกระทบกระเทือนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตโลดโผนหลังอานม้าได้อีก มาสร้างเป็นหนังกึ่งสารคดีซึ่งนำแสดงโดยตัวเบรดี้และครอบครัวของเขาเอง จากดาวดังของวงการตอนนี้เหลือเพียงจิตวิญญาณแห่งคาวบอยที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตแบบวันต่อวัน พยายามก้าวผ่านความเจ็บปวดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยความที่ทุกอย่างในหนังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อารมณ์-ความรู้สึกรวมทั้งความเจ็บปวดก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนั้น หลังดูจบเลยเกิดความอิมแพ็คระดับมหาศาล

12. Leave No Trace

Leave No Trace ไม่ใช่หนังประเภทที่สร้างผลกระทบให้คนดูทันทีเมื่อดูจบ แต่จะคอยตั้งคำถามตามมาทีหลังอย่างไม่หยุดหย่อน ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือการเล่าผ่านตัวละครเด็กสาวที่โตมากับพ่อผู้เป็นทหารผ่านศึก ซึ่งไม่สามารถรับมือกับความโกลาหลของเมืองใหญ่ได้จึงต้องหนีไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าเงียบ ๆ ทำให้เธอผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องติดร่างแหของความหวาดวิตกไปด้วย ตลอดหนึ่งชั่วโมงเศษเราจะได้เห็นแรงต่อต้านของเธอที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น โลกที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมนั้นวุ่นวายสำหรับตัวเธอด้วยไหม แล้วเธอกับพ่อจะไปหาบ้านอันสงบสุขที่แท้จริงได้อย่างไร ในเมื่อความโกลาหลนั้นหาใช่โลกภายนอกแต่เป็นข้างในจิตใจต่างหาก

11. The Miseducation of Cameron Post

สิ่งที่ทำให้ The Miseducation of Cameron Post ถลำลึกเกินกว่าหนังวัยรุ่นสำรวจตัวเองเรื่องอื่น นอกจากจะเป็นเรื่องสิทธิ์ในการกำหนดเพศสภาพของเด็กคนหนึ่งแล้ว มันยังได้พาคนดูไปสำรวจศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าด้วย หนังทิ้งคำถามปลายเปิดไว้หลายข้อ อย่างเรื่องบาปของผู้ที่เกิดเป็น LGBTQ หรือความรักที่พระเจ้ามอบให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน หลังดูจบเกิดความลังเลไม่แน่ใจว่าอะไรน่าเศร้ากว่ากัน ระหว่างรับรู้ว่าคนที่เรารักไม่ได้รักเราจริง กับคนที่รักเราจริงไม่รู้ว่าควรจะรักเราแบบไหนถึงจะถูก

10. You Were Never Really Here

ว่ากันตามตรง You Were Never Really Here ไม่ใช่หนังที่มีเนื้อเรื่องแปลกใหม่เลย แต่หนังกลับทำได้ดีในการใช้ประโยชน์จากอาการตื่นกลัวตลอดเวลาของทหารผ่านศึก เข้ามาช่วยอธิบายให้คนดูเข้าใจความคิดและบริบทของตัวละคร อาการที่ว่านี้เกิดจากความเครียดตอนประจำการในสงคราม เมื่อสูญเสียที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ พวกเขาก็ไม่เกรงกลัวต่อความตายอีกต่อไป แทบทั้งเรื่องเราเลยได้เห็นตัวละคร โจ คอยทำร้าย หรือพยายามฆ่าตัวตายแบบอ้อม ๆ หลายครั้ง ต้องการสร้างความเจ็บปวดให้ร่างกายเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดข้างในจิตใจ

9. The Ballad of Buster Scruggs

โคเอนบราเธอร์ส คือหนึ่งในผู้กำกับที่มีสไตล์การเล่าเรื่องชัดเจนที่สุด ผู้ชมอย่างเรา ๆ รู้ดีว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ในหนังของพวกเขา มันเลยเป็นเหตุผลว่าถึงแม้จะเคยดูหนังของสองพี่น้องมาแล้วกี่เรื่อง ก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยไปกับตัวละคร-สถานการณ์บนหน้าจออยู่ดี แม้ความยาว 132 นาทีจะต้องแบ่งหนังออกเป็น 6 พาร์ทสั้น ๆ ก็ไม่ได้ทำให้ความวิตกกังวล หรืออาการหายใจไม่ทั่วท้องลดลงไปได้เลย หากต้องเปรียบเทียบอย่างง่าย The Ballad of Buster Scruggs คงเป็นเหมือนช่วงเมดเล่ย์ในคอนเสิร์ต ที่โจเอล และอีธาน ขนเพลงฮิตมายิงกระหน่ำใส่แฟน ๆ ให้หายคิดถึงกันระหว่างรอเริ่มโปรเจคใหม่

8. Phantom Thread

ผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายของ แดเนียล เดย์-ลูวิส กับหนังที่มีเมสเสจแสนน้ำเน่าราวกับละครหลังข่าว ว่าท้ายที่สุดแล้วชีวิตเราต้องการแค่ใครสักคนที่เข้ามาเติมเต็มส่วนเว้าแหว่งของตัวเอง ฟังดูไม่ต่างจากประโยค “You Complete Me” ที่ เจอรี่ แมกไกว บอกกับ โดโรธี บอยด์ ในหนังเรื่อง Jerry Maguire เพียงแต่บางครั้งส่วนเติมเต็มที่เรามองหาอาจไม่ได้มีรสชาติหวานหยาดเยิ้มเหมือนแววตาของ ทอม ครูซ ที่กำลังบอกรัก เรเน่ เซลเวเกอร์ บางทีส่วนเติมเต็มนั้นอาจเป็นแค่ยาพิษที่ช่วยให้ตัวเองได้กลับมารู้สึกอ่อนแอ และอยู่ในอ้อมกอดของคนรักอีกครั้ง

7. The Hate U Give

หนังตีแผ่วงจร Thug Life ของคนผิวสีที่พวกเขาไม่ได้เลือกบทบาทให้ตัวเองเป็นผู้ร้ายเสมอไป แต่ด้วยสถานการณ์ และเหตุผลหลายอย่างนั้นบีบบังคับให้ต้องเล่นตามบทที่คนอื่นกำหนดไว้ให้ ช่วงหนึ่งของหนังเปรียบเปรยไว้ดีมาก ๆ ว่าปืนในมือของพวกเขาไม่ใช่อาวุธที่แท้จริง สีผิวของพวกเขาต่างหากที่เป็นทั้งอาวุธร้ายแรง ทั้งจุดอ่อนอันแสนเปราะบางในเวลาเดียวกัน

6. The Shape of Water

เป็นอีกครั้งที่ กิเยร์โม เดล โตโร สามารถนำประเด็นหนัก ๆ อย่างการกดขี่ทางเพศ หรือความไม่เท่าเทียมในสังคม เข้ามาผนวกกับงานวิชวลเหนือจินตนาการอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาได้อย่างลงตัว กลายเป็นหนังขึ้นหิ้งเรื่องล่าสุดเทียบเท่า Pan’s Labyrinth ที่เคยสร้างชื่อเสียง และอัพสถานะให้เขากลายมาเป็นผู้กำกับแถวหน้าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แม้ The Shape of Water จะถูกหลายฝ่ายค่อนขอดถึงความเหมาะสมของตำแหน่งหนังยอดเยี่ยม (Best Picture) จากเวทีออสการ์ ครั้งที่ 90 เพราะไปหยิบยืมแรงบันดาลใจมาจาก Creature from the Black Lagoon หนังสัตว์ประหลาดยุค 50 แต่โดยส่วนตัวยังมองว่าหนังเรื่องนี้คู่ควร และมีดีพอกับรางวัลสูงสุดอันทรงเกียรตินี้

5. Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

จริงอยู่ที่เวรต้องระงับด้วยการไม่จองเวร แต่การต้องสูญเสียลูกสาวไปจากคดีฆาตกรรมอันโหดเหี้ยม แถมเจ้าหน้าที่รัฐผู้กินเงินเดือนประชาชนก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีความกับใครได้ ในฐานะแม่คนหนึ่งยังจะเพิกเฉยต่อไปได้อีกหรือ หนังเรื่องนี้ก้าวข้ามความเป็นหนังล้างแค้นขึ้นไปอีกขั้น เหยื่อไม่จำเป็นต้องใช้มือตัวเองจับปืนให้เปื้อนเลือดอีกต่อไป การต่อสู้ครั้งนี้ปรับเปลี่ยนมาใช้ป้ายบิลบอร์ดเก่า ๆ เรียกร้องหาความเป็นธรรม (และแพะผู้รับผิดชอบ) ให้สังคมช่วยตัดสิน แม้ฟังดูแล้วจะเป็นวิธีการที่ไร้ความหมาย แต่มันกลับสร้างโศกนาฏกรรมต่อวงกว้างมากกว่าการเดินหน้าล้างแค้นแบบบ้าคลั่งเป็นไหน ๆ

4. Eighth Grade

จริงอยู่ที่เด็กเกรด 8 นั้นไม่ได้ทุกข์ทรมานกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในชีวิตเท่าเด็กที่กำลังจะจบไฮสคูล แต่การค้นหาตัวตน-จุดยืนในยุคที่ร่างกายและพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนั้นก็ไม่ได้ง่ายเลยแม้แต่น้อย บทเรียนหนึ่งที่ผู้ชมได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับ เคย์ลา เดย์ วัย 14 ปี คือคนที่เจ๋งที่สุดไม่ใช่คนที่ทำตัวคูล มียอดฟอลโล่วเยอะกว่าชาวบ้าน ไม่ใช่คนที่พยายามอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองได้รับการยอมรับ แต่คือคนที่กล้ายอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นต่างหาก

3. The Florida Project

ใครจะไปเชื่อว่าหนังอินดี้ฟอร์มเล็กที่พูดเรื่องเด็ก ๆ ในรัฐที่เต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาดอย่างฟลอริด้าจะทำให้คนดูใจสลายได้มากมายขนาดนี้ สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของหนังคงต้องยกให้การแคสติ้งนักแสดง โดยเฉพาะบท ‘มูนี่’ โดยบรูคลิน ปรินซ์ หนูน้อยวัย 6 ขวบ ที่สามารถแบกหนังทั้งเรื่องได้อย่างเป็นธรรมชาติ

2. Lady Bird

หนังเรื่องนี้คือจดหมายที่ เกรต้า เกอร์วิค เขียนขึ้นมาและประทับตราถึงตัวเองในวัยเยาว์ ความตลกร้ายคือจดหมายฉบับนี้ยังเปรียบเสมือนสำนึกรักบ้านเกิดที่เธอเติบโตมา ทั้งที่ปากจะบอกว่าตัวเองเกลียดมันมากแค่ไหนก็ตาม เช่นเดียวกับหนังวัยรุ่นเรื่องอื่น ๆ การค้นหาตัวตน ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลยสำหรับวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองเกิดมาผิดยุคผิดที่แบบเลดี้เบิร์ด แม้เมื่อมองย้อนกลับไปแล้วมันอาจเป็นแค่เรื่องหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เชื่อเถอะว่าเราต่างจดจำโมเมนต์เหล่านั้นกันได้ดี นั่นก็เพราะการเป็นวัยรุ่นมันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย

1. Roma

นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้ให้ค่าหนังจากศตวรรษที่ 21 เทียบชั้นหนังคลาสสิคเรื่องดังในอดีต นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้ซึมซับความสวยงามที่แท้จริงบนแผ่นฟิล์มจนลืมหายใจไปชั่วขณะ Roma ของ อัลฟอนโซ กัวรอน คือหนังที่ทำให้เราหวนกลับมาคิดถึง 2 คำถามนี้อีกครั้ง งานมาสเตอร์พีซเรื่องนี้สามารถปลดล็อกทุกข้อจำกัดในการทำหนังได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งเรื่องความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ตลอดจนประเด็นความเป็นหนังส่วนตัว ไม่มีใครล่วงรู้อนาคตว่าหนังเรื่องนี้จะเดินทางไปต่อได้ไกลแค่ไหนบนถนนสายรางวัล ที่รู้แน่ ๆ คือหนังเรื่องนี้จะต้องถูกนำกลับมาพูดถึงไปอีกนานในฐานะหนังคลาสสิคขึ้นหิ้ง

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *